อย่าพลาด! ภาวะผู้นำแบบโค้ช พลิกโฉมองค์กรให้เติบโตอย่างก้า...

อย่าพลาด! ภาวะผู้นำแบบโค้ช พลิกโฉมองค์กรให้เติบโตอย่างก้าวกระโดด

webmaster

코칭 리더십의 필요성과 이점 - A diverse male leader, mid-40s, with a warm and encouraging expression, engaging in a one-on-one coa...

โค้ชชิ่งภาวะผู้นำเป็นมากกว่าแค่การสอนงาน แต่เป็นการสร้างแรงบันดาลใจและดึงศักยภาพที่แท้จริงของผู้คนออกมา ในสภาพแวดล้อมที่เปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็วในปัจจุบัน ผู้นำที่สามารถโค้ชทีมงานของตนเองได้ จะสามารถสร้างทีมที่มีประสิทธิภาพสูง ปรับตัวเก่ง และพร้อมรับมือกับทุกความท้าทาย การโค้ชช่วยให้ผู้นำเข้าใจจุดแข็งและจุดอ่อนของสมาชิกในทีม ช่วยให้พวกเขากำหนดเป้าหมายที่ชัดเจน และสนับสนุนให้พวกเขาพัฒนาทักษะที่จำเป็นต่อการเติบโต นอกจากนี้ การโค้ชยังส่งเสริมความสัมพันธ์ที่ดีระหว่างผู้นำและสมาชิกในทีม สร้างความไว้วางใจ และเปิดโอกาสให้ทุกคนได้แสดงความคิดเห็นอย่างเต็มที่โค้ชชิ่งภาวะผู้นำไม่ได้จำกัดอยู่แค่ในห้องประชุม แต่สามารถนำไปประยุกต์ใช้ได้ในทุกสถานการณ์ ไม่ว่าจะเป็นการให้คำแนะนำ การแก้ไขปัญหา หรือการให้กำลังใจ ผู้นำที่ใช้ทักษะการโค้ชอย่างสม่ำเสมอ จะสามารถสร้างวัฒนธรรมองค์กรที่ส่งเสริมการเรียนรู้ การพัฒนา และความสำเร็จร่วมกัน ซึ่งจะนำไปสู่ผลลัพธ์ที่ดีขึ้นทั้งในระยะสั้นและระยะยาวด้านล่างนี้เราจะมาเจาะลึกถึงความสำคัญและประโยชน์ของภาวะผู้นำแบบโค้ชชิ่งให้ละเอียดกัน

코칭 리더십의 필요성과 이점 관련 이미지 1

พลิกมุมมองผู้นำยุคใหม่: ไม่ใช่แค่ “สั่ง” แต่คือ “สร้าง” คนให้เติบโต!

ทำไมผู้นำยุคใหม่ต้องพลิกบทบาท

จากผู้จัดการสู่ผู้ให้แรงบันดาลใจ

ทุกคนคะ โลกธุรกิจทุกวันนี้มันหมุนเร็วมากจนบางทีเราก็ตามแทบไม่ทันเลยใช่ไหมล่ะ? ถ้าผู้นำยังคงใช้สไตล์แบบเดิมๆ คือคอยสั่งการอย่างเดียว รอให้ลูกน้องทำตาม แล้วก็มานั่งจี้งาน บอกเลยว่าแบบนี้ไม่เวิร์คแล้วค่ะ!

ฉันเองก็เคยทำงานกับหัวหน้าที่เป็นแบบนั้น แรกๆ ก็รู้สึกปลอดภัยดีนะเพราะมีคนคอยบอกทุกอย่าง แต่พอเอาเข้าจริง เรากลับไม่มีโอกาสได้คิด ได้ลองอะไรใหม่ๆ เลย สุดท้ายก็รู้สึกเหมือนเป็นแค่ฟันเฟืองเล็กๆ ที่รอคนมาหมุน ไม่ได้ใช้ศักยภาพตัวเองอย่างเต็มที่เลยค่ะ ผู้นำยุคใหม่ไม่ได้ต้องการแค่คนที่ทำตามคำสั่งเป๊ะๆ แต่ต้องการคนที่คิดเป็น กล้าตัดสินใจ และพร้อมจะเติบโตไปพร้อมกับองค์กร บทบาทของผู้นำเลยต้องเปลี่ยนจากการเป็น “ผู้จัดการ” ที่คอยควบคุม มาเป็น “โค้ช” ที่คอยสนับสนุน สร้างแรงบันดาลใจ และดึงศักยภาพที่ซ่อนอยู่ของทีมออกมาให้ได้มากที่สุด คิดดูสิว่าถ้าทีมของเราทุกคนมีพลัง มีความคิดสร้างสรรค์ และรู้สึกเป็นเจ้าของงานที่ทำ มันจะดีขนาดไหน!

นี่แหละคือหัวใจสำคัญของการโค้ชชิ่งภาวะผู้นำ ที่จะเปลี่ยนวิธีการทำงานของเราไปตลอดกาลค่ะ

ปลดล็อกขีดจำกัดของทีม: เมื่อการโค้ชไม่ใช่แค่เรื่องงาน แต่มันคือการ “เติบโตทั้งชีวิต”

Advertisement

ปลดล็อกศักยภาพที่ไม่เคยรู้

สร้างความรู้สึกเป็นเจ้าของและผูกพันกับองค์กร

จากประสบการณ์ที่ฉันได้คลุกคลีกับการโค้ชมาเยอะ บอกเลยว่าสิ่งที่เห็นชัดเจนที่สุดคือ การโค้ชมันช่วยให้คนธรรมดาๆ กลายเป็นคนที่ไม่ธรรมดาได้จริงๆ หลายครั้งที่ทีมงานของเรามีความสามารถซ่อนอยู่ แต่ไม่รู้จะดึงมันออกมาใช้ยังไง หรือบางทีก็ไม่มั่นใจในตัวเองพอที่จะลองทำอะไรใหม่ๆ การโค้ชจะเข้ามาเป็นเหมือนเพื่อนคู่คิด ที่คอยตั้งคำถามกระตุ้นให้พวกเขาได้ลองคิดวิเคราะห์ หาวิธีแก้ปัญหาด้วยตัวเอง ไม่ใช่แค่รอรับคำตอบจากหัวหน้าอย่างเดียว พอพวกเขาได้คิด ได้ลงมือทำ แล้วเห็นผลลัพธ์ที่ดีขึ้นด้วยตัวเอง ความรู้สึกภูมิใจและความมั่นใจมันจะเกิดขึ้นเองโดยธรรมชาติเลยนะ นอกจากเรื่องงานแล้ว การโค้ชยังช่วยให้สมาชิกในทีมเข้าใจตัวเองมากขึ้น รู้จักจุดแข็ง จุดอ่อน และเป้าหมายในชีวิตได้ชัดเจนขึ้นด้วย พอเขาได้เติบโตทั้งเรื่องส่วนตัวและเรื่องงาน ความผูกพันที่พวกเขามีต่อองค์กรก็จะยิ่งมากขึ้นไปอีก เพราะเขารู้สึกว่าที่นี่ไม่ได้มองเขาแค่เป็นพนักงานคนหนึ่ง แต่เป็นส่วนหนึ่งที่สำคัญและได้รับโอกาสในการพัฒนาตัวเองอย่างเต็มที่ ลองคิดดูสิว่าถ้าทีมของคุณมีความรู้สึกแบบนี้ทั้งทีม ผลงานที่ออกมาจะสุดยอดแค่ไหน!

สร้างวัฒนธรรมองค์กรที่แข็งแกร่ง: รากฐานของความสำเร็จที่ไม่สั่นคลอน

จากความกลัวสู่ความไว้วางใจ

เมื่อทุกคนคือโค้ช

องค์กรที่แข็งแกร่งไม่ได้วัดกันแค่ผลกำไร แต่คือวัฒนธรรมภายในที่หล่อหลอมให้คนอยากทำงานด้วยกัน ฉันเคยเห็นหลายบริษัทที่พนักงานทำงานไปแบบกลัวๆ กลัวความผิดพลาด กลัวหัวหน้าดุ ทำให้ไม่มีใครกล้าคิดนอกกรอบหรือเสนอไอเดียใหม่ๆ เลย แต่พอองค์กรเริ่มนำการโค้ชเข้ามาใช้ มันเหมือนมีเวทมนตร์เลยนะ!

ผู้นำที่โค้ชทีมจะสร้างพื้นที่ปลอดภัยให้พนักงานรู้สึกกล้าที่จะพูด กล้าที่จะผิดพลาด และกล้าที่จะเรียนรู้ เมื่อความกลัวหายไป ความไว้วางใจก็จะเข้ามาแทนที่ ทุกคนจะรู้สึกว่าตัวเองมีคุณค่า มีสิทธิ์มีเสียง และได้รับการสนับสนุนอย่างเต็มที่ พอเกิดวัฒนธรรมแบบนี้ขึ้นมา ทุกคนในทีมก็จะเริ่มเรียนรู้ที่จะโค้ชซึ่งกันและกันโดยธรรมชาติ ไม่ใช่แค่หัวหน้าโค้ชลูกน้อง แต่เพื่อนร่วมงานก็สามารถเป็นโค้ชให้กันได้ ลองนึกภาพดูสิคะว่าถ้าทั้งองค์กรมีแต่คนคิดบวก คอยสนับสนุนกันและกัน มันจะเหมือนเครื่องจักรที่เดินหน้าไปได้โดยไม่ต้องมีใครมาคอยสั่งเลย นี่แหละคือการสร้างวัฒนธรรมองค์กรที่แท้จริง ที่จะนำพาไปสู่ความสำเร็จที่ยั่งยืน

คุณสมบัติ ผู้นำแบบดั้งเดิม ผู้นำแบบโค้ช
บทบาทหลัก สั่งการ, ควบคุม, แก้ปัญหา กระตุ้น, สนับสนุน, ตั้งคำถามเพื่อหาทางออก
การตัดสินใจ ผู้นำเป็นผู้ตัดสินใจหลัก ส่งเสริมให้ทีมงานตัดสินใจเองมากขึ้น
การสื่อสาร เน้นการให้ข้อมูลทางเดียว เน้นการฟังอย่างตั้งใจและสนทนาสองทาง
การพัฒนาทีม เน้นการฝึกอบรมตามความจำเป็น เน้นการพัฒนาศักยภาพระยะยาวและต่อเนื่อง
ผลลัพธ์ที่คาดหวัง ทำตามเป้าหมายที่กำหนด สร้างนวัตกรรม, ความผูกพัน, การเติบโตส่วนบุคคลและทีม

ก้าวแรกสู่การเป็นผู้นำโค้ช: เริ่มต้นได้ง่ายกว่าที่คิด

ฟังให้มากขึ้น ถามให้ถูกจุด

ให้โอกาสเรียนรู้จากความผิดพลาด

หลายคนอาจคิดว่าการจะเป็นผู้นำโค้ชมันยาก ต้องเรียนอะไรเยอะแยะหรือเปล่า? จริงๆ แล้วมันเริ่มได้จากสิ่งเล็กๆ ใกล้ตัวเรานี่แหละค่ะ สิ่งแรกเลยคือ “การฟัง” ฟังให้เยอะขึ้นกว่าเดิม ฟังอย่างตั้งใจ ไม่ใช่แค่ได้ยินแล้วรีบคิดหาคำตอบหรือแนะนำทันที ลองปล่อยให้ทีมงานได้พูดความคิด ความรู้สึกของเขาออกมาให้หมดก่อน แล้วค่อย “ถาม” คำถามที่เปิดกว้าง กระตุ้นให้เขาได้คิดวิเคราะห์หาสาเหตุและทางออกด้วยตัวเอง เช่น แทนที่จะบอกว่า “ทำไมคุณไม่ทำแบบนี้ล่ะ?” ลองเปลี่ยนเป็น “คุณคิดว่ามีทางเลือกอะไรอีกบ้างที่จะช่วยแก้ปัญหานี้ได้?” หรือ “อะไรคือสิ่งที่คุณได้เรียนรู้จากสถานการณ์นี้?” ฉันเองก็ฝึกทักษะนี้อยู่บ่อยๆ ยิ่งฟังมาก ยิ่งถามเป็น ก็ยิ่งเข้าใจทีมมากขึ้นจริงๆ นะ และที่สำคัญอีกอย่างคือการ “ให้โอกาส” ในการเรียนรู้จากความผิดพลาด ไม่มีใครไม่เคยผิดหรอกค่ะ แต่สิ่งที่สำคัญคือการได้เรียนรู้จากมัน ผู้นำโค้ชที่ดีจะมองความผิดพลาดเป็นโอกาสในการพัฒนา ไม่ใช่สิ่งที่เราต้องมานั่งตำหนิกัน พอทีมรู้ว่าเขามีพื้นที่ให้ลองผิดลองถูกได้ ก็จะกล้าที่จะก้าวออกจาก Safe Zone แล้วสร้างสรรค์สิ่งใหม่ๆ ออกมาได้อย่างน่าประทับใจเลยค่ะ

Advertisement

วัดผลสำเร็จของการโค้ช: ไม่ใช่แค่ตัวเลข แต่มันคือการเปลี่ยนแปลงที่ยั่งยืน

สังเกตการเติบโตของทีม

ความสุขและ Engagement ของพนักงาน

พอเราเริ่มโค้ชทีมไปสักพัก หลายคนอาจจะสงสัยว่า แล้วเราจะรู้ได้ยังไงว่าสิ่งที่เราทำมันได้ผล? จะวัดยังไงว่าสำเร็จ? แน่นอนว่าตัวเลขผลประกอบการก็สำคัญ แต่การโค้ชชิ่งมันให้ผลลัพธ์ที่ลึกซึ้งกว่านั้นเยอะเลยค่ะ สิ่งแรกที่เราจะสังเกตเห็นได้ชัดเจนคือ “การเติบโตของทีม” สมาชิกในทีมจะเริ่มมีความมั่นใจในตัวเองมากขึ้น กล้าตัดสินใจ มีทักษะใหม่ๆ ที่ไม่เคยมีมาก่อน และสามารถแก้ปัญหาต่างๆ ได้ด้วยตัวเองโดยไม่ต้องพึ่งพาเราตลอดเวลา ฉันเคยโค้ชลูกทีมคนหนึ่งที่ตอนแรกไม่กล้าเสนอไอเดียเลย แต่พอเขาได้ฝึกคิด ได้ลองทำ จนเห็นผลสำเร็จด้วยตัวเอง ตอนนี้เขากลายเป็นคนที่มีความคิดสร้างสรรค์และเป็นที่พึ่งของทีมได้แล้วค่ะ อีกเรื่องที่สำคัญไม่แพ้กันคือ “ความสุขและ Engagement ของพนักงาน” องค์กรที่มีวัฒนธรรมการโค้ชที่ดี พนักงานจะรู้สึกมีความสุขในการทำงาน มีความผูกพันกับองค์กร และมีอัตราการลาออกที่ลดลงอย่างเห็นได้ชัด เพราะเขารู้สึกว่าตัวเองมีคุณค่า ได้รับการสนับสนุน และมีโอกาสเติบโตในสายอาชีพ สัญญาณเหล่านี้แหละค่ะ ที่บอกว่าการโค้ชชิ่งของเรากำลังสร้างการเปลี่ยนแปลงที่ยั่งยืนให้กับองค์กรอย่างแท้จริง

ทลายกำแพงความท้าทาย: เคล็ดลับที่ช่วยให้การโค้ชราบรื่น

เข้าใจความแตกต่างของแต่ละบุคคล

ความอดทนและการให้พื้นที่

แม้ว่าการโค้ชชิ่งจะดูดีมีประโยชน์มากมาย แต่ก็ใช่ว่าจะไม่มีอุปสรรคเลยนะคะ! จากประสบการณ์ของฉันเอง ความท้าทายอย่างหนึ่งคือการ “เข้าใจความแตกต่างของแต่ละบุคคล” คนแต่ละคนมีความคิด ความเชื่อ สไตล์การเรียนรู้ และพื้นฐานที่ต่างกันหมด การจะโค้ชคนทุกคนด้วยวิธีเดียวกันหมดคงเป็นไปไม่ได้ เราต้องรู้จักปรับวิธีการ ตั้งคำถามให้เข้ากับแต่ละคน บางคนอาจจะต้องใช้เวลาในการสร้างความไว้วางใจนานหน่อย บางคนก็พร้อมเปิดใจทันที เหมือนที่ฉันเคยเจอ บางทีก็แอบท้อนะ เพราะบางคนก็ไม่เปิดใจง่ายๆ เลย แต่พอเราพยายามเข้าใจและหาจุดร่วมให้เจอ สุดท้ายเขาก็เปิดใจและเห็นถึงประโยชน์ของการโค้ชจริงๆ อีกเรื่องคือ “ความอดทนและการให้พื้นที่” ผลลัพธ์จากการโค้ชอาจไม่ได้เห็นผลทันตาในชั่วข้ามคืน มันต้องใช้เวลาในการบ่มเพาะ ผู้นำต้องอดทน ให้เวลา ให้พื้นที่กับทีมงานได้ลองผิดลองถูก ได้ใช้เวลาในการคิดและตกผลึกด้วยตัวเอง อย่าเพิ่งรีบเข้าไปแก้ไขหรือบอกทางออกไปซะหมด เพราะนั่นจะทำให้การโค้ชไม่ได้ผล การเป็นโค้ชที่ดีคือการเชื่อมั่นในศักยภาพของคนอื่น และคอยสนับสนุนอยู่ข้างๆ อย่างเข้าใจค่ะ

Advertisement

코칭 리더십의 필요성과 이점 관련 이미지 2

อนาคตของการทำงาน: ทำไมการโค้ชถึงเป็นทักษะที่ขาดไม่ได้

รับมือการเปลี่ยนแปลงด้วยความยืดหยุ่น

สร้างผู้นำรุ่นต่อไป

ถ้ามองไปในอนาคต โลกการทำงานของเราจะยังคงเปลี่ยนแปลงไปอย่างไม่หยุดยั้ง ทั้งเทคโนโลยีที่เข้ามา disrupt หรือสถานการณ์ต่างๆ ที่คาดเดาไม่ได้ ทักษะสำคัญที่สุดที่เราและทีมต้องมีคือ “ความยืดหยุ่นและการปรับตัว” ซึ่งการโค้ชชิ่งนี่แหละคือเครื่องมือที่ทรงพลังที่สุด ที่จะช่วยให้เราและทีมสามารถรับมือกับการเปลี่ยนแปลงเหล่านี้ได้อย่างมั่นใจ เพราะการโค้ชจะช่วยให้ทุกคนรู้จักคิดวิเคราะห์ แก้ปัญหา และหาทางออกใหม่ๆ ได้ด้วยตัวเอง ไม่ว่าจะเจอสถานการณ์แบบไหน ก็พร้อมจะลุย!

ฉันเชื่อว่าผู้นำที่ใช้ทักษะการโค้ชได้อย่างเชี่ยวชาญ จะเป็นคนที่สร้างความแตกต่างได้อย่างแท้จริงในอนาคต ไม่ใช่แค่การนำทีมให้บรรลุเป้าหมายในวันนี้ แต่ยังเป็นการ “สร้างผู้นำรุ่นต่อไป” ให้เติบโตขึ้นมาพร้อมรับไม้ต่อ การโค้ชไม่ใช่แค่การสอน แต่คือการบ่มเพาะเมล็ดพันธุ์แห่งความเป็นผู้นำในตัวทุกคน ลองคิดดูสิว่าถ้าทุกองค์กรมีผู้นำแบบนี้เยอะๆ โลกการทำงานของเราจะน่าอยู่และก้าวหน้าไปได้อีกไกลแค่ไหน นี่คือเหตุผลว่าทำไมการโค้ชถึงเป็นทักษะที่ขาดไม่ได้ในยุคนี้และอนาคตข้างหน้าค่ะ.

บทสรุป

Advertisement

การเป็นผู้นำแบบโค้ชไม่ใช่แค่เทรนด์ แต่เป็นวิวัฒนาการที่ผู้นำต้องปรับตัวให้เข้ากับโลกที่เปลี่ยนแปลงไปอย่างรวดเร็ว ผู้นำที่ยิ่งใหญ่ไม่ใช่แค่คนที่สั่งการเก่ง แต่คือคนที่สร้างแรงบันดาลใจ ดึงศักยภาพของทีมออกมา และสร้างวัฒนธรรมองค์กรที่แข็งแกร่ง หากคุณอยากเป็นผู้นำที่ประสบความสำเร็จอย่างยั่งยืน ลองเริ่มจากการเป็นโค้ชที่ดีให้กับทีมของคุณตั้งแต่วันนี้

เกร็ดความรู้

1. การฟังอย่างตั้งใจ: ฝึกฝนการฟังอย่างลึกซึ้ง ไม่ตัดสิน ไม่ขัดจังหวะ ให้ความสำคัญกับสิ่งที่ผู้พูดต้องการสื่อสารจริงๆ
2. การตั้งคำถามที่ทรงพลัง: เรียนรู้การตั้งคำถามที่กระตุ้นความคิด ช่วยให้ผู้ถูกโค้ชค้นพบศักยภาพและแนวทางแก้ไขปัญหาด้วยตนเอง
3.

การให้ Feedback อย่างสร้างสรรค์: ให้ Feedback ที่เฉพาะเจาะจง ตรงไปตรงมา และเน้นการพัฒนา ไม่ใช่การตำหนิ
4. การสร้างพื้นที่ปลอดภัย: สร้างบรรยากาศที่ทุกคนกล้าแสดงความคิดเห็น กล้าเสี่ยง และกล้าที่จะผิดพลาด
5.

การพัฒนาตนเองอย่างต่อเนื่อง: ผู้นำต้องไม่หยุดเรียนรู้และพัฒนาตนเอง เพื่อเป็นแบบอย่างที่ดีให้กับทีม

ประเด็นสำคัญ

* ผู้นำยุคใหม่ต้องเปลี่ยนบทบาทจาก “ผู้จัดการ” เป็น “โค้ช”
* การโค้ชช่วยปลดล็อกศักยภาพของทีม สร้างความผูกพันกับองค์กร และสร้างวัฒนธรรมองค์กรที่แข็งแกร่ง
* การเริ่มต้นเป็นผู้นำโค้ชทำได้ง่ายๆ เริ่มจากการฟังให้มากขึ้น ถามให้ถูกจุด และให้โอกาสเรียนรู้จากความผิดพลาด
* การวัดผลสำเร็จของการโค้ชไม่ใช่แค่ตัวเลข แต่คือการเปลี่ยนแปลงที่ยั่งยืน เช่น การเติบโตของทีมและความสุขของพนักงาน
* การโค้ชเป็นทักษะที่ขาดไม่ได้ในอนาคต ช่วยให้รับมือกับการเปลี่ยนแปลงได้ดี และสร้างผู้นำรุ่นต่อไป

คำถามที่พบบ่อย (FAQ) 📖

ถาม: โค้ชชิ่งภาวะผู้นำคืออะไรกันแน่คะ แล้วต่างจากการสอนงานแบบเดิมๆ ยังไง?

ตอบ: อู้หูวว คำถามนี้เจอเยอะมากเลยค่ะ! หลายคนอาจจะคิดว่าโค้ชชิ่งก็คือการสอนงาน การบอกว่าต้องทำอะไรยังไง แต่จริงๆ แล้วมันลึกซึ้งกว่านั้นเยอะเลยนะ จากประสบการณ์ตรงของฉันเอง โค้ชชิ่งภาวะผู้นำนี่มันเหมือนการที่เราเป็นกระจกเงาให้กับลูกทีมค่ะ เราไม่ได้บอกว่าเขาต้องไปทางไหน แต่เราจะช่วยให้เขาได้เห็นศักยภาพของตัวเอง เห็นทางเลือกต่างๆ แล้วก็ตัดสินใจเลือกเส้นทางเดินของเขาเอง การสอนงานแบบเดิมๆ เรามักจะบอก “ทำอย่างนี้นะ” “แก้ตรงนี้นะ” ซึ่งมันก็ดีในบางสถานการณ์ แต่โค้ชชิ่งจะเน้นการตั้งคำถามที่ทรงพลัง ให้เขาได้คิด วิเคราะห์ และหาคำตอบจากข้างในตัวเขาเอง มันคือการสร้างนักคิด สร้างคนที่แก้ปัญหาได้ด้วยตัวเองในระยะยาว ไม่ใช่แค่คนที่ทำตามคำสั่งน่ะค่ะ พอเขาได้คิดเอง ทำเอง เขาก็จะภูมิใจในผลงานและมีความผูกพันกับงานนั้นๆ มากกว่าเยอะเลยนะ นี่แหละคือความต่างที่สัมผัสได้จริงๆ

ถาม: ถ้าเราเป็นผู้นำ แล้วหันมาใช้สไตล์โค้ชชิ่ง จะได้ประโยชน์อะไรบ้างคะ?

ตอบ: โห! ประโยชน์นี่เพียบเลยค่ะ จากที่ฉันเคยเห็นมากับตาตัวเองเลยนะ ตอนแรกๆ หลายคนอาจจะมองว่าเสียเวลา แต่เชื่อไหมคะว่าผลลัพธ์ที่ได้มันคุ้มค่ามากๆ เลยนะ ประโยชน์หลักๆ ที่เห็นชัดเลยคือ “ทีมแข็งแกร่งขึ้น” ค่ะ ลูกทีมจะมีความมั่นใจในตัวเองมากขึ้น กล้าคิด กล้าเสนอแนะ ไม่ต้องรอคำสั่งอย่างเดียว ทำให้งานเดินเร็วขึ้นเยอะเลยค่ะ นอกจากนี้ ความสัมพันธ์ระหว่างผู้นำกับลูกทีมก็ดีขึ้นมากๆ เลยนะ มันเหมือนเรากลายเป็นคนที่เขาไว้ใจ ปรึกษาได้ ไม่ใช่แค่เจ้านายที่สั่งๆๆ อย่างเดียว บรรยากาศในการทำงานก็ดีขึ้น มีความสุขมากขึ้น แถมยังช่วยลดอัตราการลาออกด้วยนะคะ เพราะพนักงานรู้สึกว่าเขามีคุณค่า ได้รับการสนับสนุนให้เติบโต ลองคิดดูสิคะว่าถ้าลูกทีมเราทุกคนคิดเป็น ทำเป็น และกระตือรือร้นที่จะพัฒนาตัวเอง มันจะส่งผลดีกับองค์กรขนาดไหน ฉันเองก็เคยเจอกับสถานการณ์ที่ทีมรู้สึกหมดไฟ พอเริ่มใช้โค้ชชิ่ง ทุกคนกลับมามีพลังอีกครั้ง มันน่าทึ่งมากจริงๆ ค่ะ

ถาม: แล้วผู้นำอย่างเราจะเริ่มต้นโค้ชลูกทีมยังไงดีคะ ต้องมีเทคนิคพิเศษอะไรไหม?

ตอบ: จริงๆ แล้วการเริ่มต้นโค้ชชิ่งลูกทีมมันไม่ได้ซับซ้อนอย่างที่คิดเลยค่ะ ไม่ต้องมีเทคนิคพิเศษอะไรมากมาย ขอแค่ใจเปิดกว้างและอยากเห็นลูกน้องเติบโตก็พอแล้วค่ะ สิ่งแรกที่ฉันแนะนำให้ลองทำคือ “ตั้งใจฟังอย่างแท้จริง” ค่ะ หลายครั้งที่เราฟังเพื่อจะตอบ แต่การโค้ชคือการฟังเพื่อทำความเข้าใจจริงๆ พอฟังเยอะๆ เราจะเริ่มเห็นมุมมองของเขา จากนั้นก็ลอง “ถามคำถามปลายเปิด” ดูค่ะ เช่น “คุณคิดว่ามีทางเลือกอะไรบ้าง?” “อะไรคือสิ่งที่คุณกังวลที่สุด?” หรือ “คุณจะแก้ปัญหานี้อย่างไร?” คำถามเหล่านี้จะกระตุ้นให้เขาคิด ลองเริ่มจากบทสนทนาเล็กๆ น้อยๆ ในชีวิตประจำวันก็ได้ค่ะ ไม่ต้องรอให้เกิดปัญหาใหญ่ๆ ค่อยมาโค้ช ที่สำคัญคือ “ให้พื้นที่และเวลา” ให้เขาได้ลองผิดลองถูกบ้าง เราเป็นแค่ผู้สนับสนุน ไม่ใช่คนคุมเกมทั้งหมด การให้โอกาสเขาได้เรียนรู้จากประสบการณ์ตรงของตัวเองนี่แหละค่ะคือบทเรียนที่มีค่าที่สุดที่ผู้นำแบบโค้ชจะมอบให้ได้ ลองค่อยๆ ปรับใช้ดูนะคะ รับรองว่าคุณจะเห็นการเปลี่ยนแปลงที่ดีขึ้นแน่นอนค่ะ

✅ สรุป

📚 อ้างอิง

Advertisement