กุญแจสู่ผู้นำยุคใหม่: 7 เคล็ดลับการสื่อสารโค้ชชิ่งที่เปลี...

กุญแจสู่ผู้นำยุคใหม่: 7 เคล็ดลับการสื่อสารโค้ชชิ่งที่เปลี่ยนเกม!

webmaster

코칭 리더십의 효과적인 커뮤니케이션 전략 - **Prompt 1: Deep Listening and Empathy in a Collaborative Setting**
    A high-definition, photo-rea...

ทุกคนขา วันนี้เมย์มีเรื่องราวที่ใกล้ตัวและสำคัญมากๆ สำหรับคนที่อยากเป็นผู้นำที่ยอดเยี่ยม หรือแม้แต่คนที่อยากพัฒนาทีมให้ไปได้ไกลกว่าเดิม นั่นก็คือเรื่องของ ‘โค้ชชิ่ง ลีดเดอร์ชิป’ หรือภาวะผู้นำแบบโค้ชชิ่งนั่นเองค่ะ!

코칭 리더십의 효과적인 커뮤니케이션 전략 관련 이미지 1

ในยุคที่โลกหมุนเร็วแบบนี้ การแค่สั่งงานอย่างเดียวคงไม่พอแล้วใช่ไหมคะ? เราต้องเข้าใจลูกทีม สร้างแรงบันดาลใจ และดึงศักยภาพที่ซ่อนอยู่ออกมาให้ได้ถึงขีดสุด ไม่ว่าจะเป็นในบริษัทใหญ่ๆ หรือสตาร์ทอัพเล็กๆ เมย์สัมผัสได้เลยว่าผู้นำที่ใช้ใจสื่อสารและพร้อมจะโค้ชลูกน้องให้เติบโตไปด้วยกันนี่แหละคือหัวใจสำคัญ ยิ่งตอนนี้ที่มีการทำงานแบบไฮบริดมากขึ้น การสื่อสารที่มีประสิทธิภาพยิ่งเป็นกุญแจสำคัญที่จะเชื่อมทุกคนเข้าไว้ด้วยกันค่ะ และไม่ใช่แค่เรื่องงานอย่างเดียวนะคะ สุขภาพใจของทีมก็สำคัญไม่แพ้กันเลย เรามาดูกันดีกว่าค่ะว่ากลยุทธ์การสื่อสารแบบโค้ชชิ่งที่จะช่วยให้เราเป็นผู้นำที่ลูกน้องรักและงานสำเร็จได้อย่างไรบ้าง รับรองว่าได้เทคนิคดีๆ ไปปรับใช้เพียบแน่นอนค่ะ!

ถ้าพร้อมแล้ว เราไปค้นหาเคล็ดลับและกลยุทธ์ที่แม่นยำที่สุดไปด้วยกันเลยค่ะ!

การฟังอย่างลึกซึ้ง: หัวใจของการสร้างความเข้าใจ

ไม่ใช่แค่ได้ยิน แต่ต้องเข้าใจ

ทุกคนขา เมย์ว่าสิ่งสำคัญที่สุดของการเป็นผู้นำที่ดีและโค้ชที่เก่งก็คือ ‘การฟัง’ นี่แหละค่ะ ไม่ใช่แค่ฟังให้ได้ยินนะคะ แต่ต้องฟังอย่างลึกซึ้ง ฟังด้วยใจจริงๆ เคยไหมคะที่ลูกน้องมาปรึกษา เราก็รีบสรุปหรือรีบให้คำตอบไปเลยทันที?

เมย์เองก็เคยทำค่ะ ยอมรับเลยว่าสมัยก่อนเมย์เป็นคนใจร้อน พอได้ฟังปัญหาปุ๊บก็อยากจะแก้ให้จบๆ ไป แต่พอมาเรียนรู้เรื่องโค้ชชิ่งลีดเดอร์ชิปถึงได้รู้ว่า การรีบสรุปไปเองมันอาจจะทำให้เราพลาดประเด็นสำคัญไปได้ หรือที่แย่กว่านั้นคือลูกน้องจะรู้สึกว่าเราไม่ได้เข้าใจเขาจริงๆ นะคะ การฟังแบบนี้คือการเปิดพื้นที่ให้เขาได้ระบาย ได้คิด ได้ตกผลึกด้วยตัวเองไปพร้อมๆ กับเรานี่แหละค่ะ มันเป็นก้าวแรกที่สำคัญมากในการสร้างความไว้วางใจและเข้าใจในมุมมองของกันและกัน และเมย์เชื่อว่าเมื่อเราเข้าใจพื้นฐานของกันและกันแล้ว การจะพัฒนาต่อยอดไปในทิศทางเดียวกันก็ไม่ใช่เรื่องยากอีกต่อไปค่ะ ลองคิดดูสิคะว่าถ้าเราไม่เคยฟังปัญหาจริงๆ ของเขา เราจะไปช่วยเขาแก้ได้อย่างไร?

เทคนิคการฟังแบบ “Active Listening” ที่เมย์ใช้ประจำ

ทีนี้พอเราเข้าใจแล้วว่าการฟังมันสำคัญยังไง เมย์ก็อยากจะแชร์เทคนิคที่เมย์ใช้ประจำเลยค่ะ นั่นคือ “Active Listening” หรือการฟังอย่างตั้งใจค่ะ มันไม่ได้หมายถึงแค่พยักหน้าหงึกๆ นะคะ แต่คือการที่เราจดจ่ออยู่กับสิ่งที่เขาพูดจริงๆ สังเกตทั้งคำพูด น้ำเสียง และภาษากายของเขา แล้วสะท้อนกลับไปว่าเราเข้าใจในสิ่งที่เขาต้องการสื่อสารไหม อย่างเช่น “ที่น้องพูดมานี่หมายถึงว่าน้องกำลังรู้สึกกดดันกับเดดไลน์นี้ใช่ไหม?” หรือ “พี่เข้าใจว่าน้องกำลังกังวลเรื่องการสื่อสารกับทีมต่างแผนกอยู่ใช่ไหมคะ?” การที่เราพูดทวนหรือสรุปสิ่งที่เขาพูดไปสั้นๆ แบบนี้ จะช่วยให้ลูกทีมรู้ว่าเรากำลังฟังเขาอยู่จริงๆ และยังช่วยยืนยันความเข้าใจของเราด้วยนะคะ นอกจากนี้ การตั้งคำถามเพื่อขยายความเมื่อเราสงสัยก็เป็นสิ่งสำคัญ เมย์จะพยายามไม่ขัดจังหวะ แต่จะรอให้เขาพูดจบก่อน แล้วค่อยถามในสิ่งที่เรายังไม่เข้าใจให้ชัดเจน การทำแบบนี้บ่อยๆ จะช่วยให้เราเข้าถึงแก่นของปัญหาและความรู้สึกของลูกทีมได้ลึกซึ้งขึ้นมากๆ เลยค่ะ ลองนำไปใช้ดูนะคะ แล้วจะเห็นความเปลี่ยนแปลงที่น่าทึ่งเลยล่ะค่ะ

พลังของการตั้งคำถาม: ปลดล็อกศักยภาพในตัวลูกทีม

ถามอย่างไรให้ลูกทีมคิดเองเป็น

ทุกคนขา เมย์สัมผัสได้เลยว่าผู้นำหลายๆ คน รวมถึงเมย์เองสมัยก่อนด้วย มักจะเผลอไปสั่งหรือบอกวิธีการแก้ปัญหาให้กับลูกทีมตรงๆ เลยใช่ไหมคะ? เราอาจจะคิดว่ามันเร็วดี หรือคิดว่าเรามีประสบการณ์มากกว่า แต่จริงๆ แล้ว วิธีนี้อาจจะทำให้ลูกทีมพึ่งพาเรามากเกินไป และไม่ได้พัฒนาทักษะการแก้ปัญหาด้วยตัวเองเลยนะคะ จากประสบการณ์ตรงของเมย์ การตั้งคำถามที่ถูกวิธีนี่แหละค่ะคือพลังวิเศษที่จะช่วยปลดล็อกศักยภาพที่ซ่อนอยู่ในตัวลูกทีมของเรา เมย์เชื่อมาตลอดว่าทุกคนมีความสามารถและมีคำตอบอยู่ในตัวเองอยู่แล้ว เพียงแต่บางทีอาจจะยังหาไม่เจอ การที่เราตั้งคำถามให้เขาได้คิด ได้วิเคราะห์ ได้ลองหาทางออกด้วยตัวเอง จะช่วยให้เขารู้สึกเป็นเจ้าของปัญหาและเป็นเจ้าของวิธีการแก้ปัญหามากขึ้น ที่สำคัญคือเขาจะเกิดความมั่นใจในตัวเอง และยิ่งเก่งขึ้นเรื่อยๆ จนในที่สุดก็ไม่จำเป็นต้องรอให้เราบอกทุกอย่างเลยค่ะ มันคือการสร้างผู้นำตัวเล็กๆ ขึ้นมาในทีมของเรานั่นเองค่ะ

คำถามปลายเปิด…กุญแจสู่คำตอบที่ไม่คาดคิด

แล้วจะถามยังไงให้ลูกทีมได้คิดล่ะคะ? กุญแจสำคัญก็คือ ‘คำถามปลายเปิด’ นั่นเองค่ะ เมย์เองก็ฝึกใช้คำถามพวกนี้มาเยอะเลยค่ะ แทนที่จะถามว่า “ทำไมถึงทำไม่ได้?” ซึ่งฟังดูเหมือนเป็นการตำหนิ เราอาจจะเปลี่ยนเป็น “มีปัจจัยอะไรบ้างที่ทำให้น้องยังไม่สามารถทำงานนี้ได้สำเร็จตามเป้าหมาย?” หรือแทนที่จะบอกว่า “ทำแบบนี้สิถึงจะถูก” ลองเปลี่ยนเป็น “น้องคิดว่าเราจะลองปรับวิธีการทำงานในส่วนนี้ได้อย่างไรบ้างคะ เพื่อให้ผลลัพธ์ออกมาดียิ่งขึ้น?” คำถามเหล่านี้จะกระตุ้นให้ลูกทีมได้ทบทวน ได้วิเคราะห์ และเสนอแนวทางของตัวเองออกมา ซึ่งบางครั้งคำตอบที่ได้อาจจะสร้างสรรค์กว่าที่เราคิดไว้เยอะเลยนะคะ นอกจากนี้ การถามเกี่ยวกับความรู้สึกของเขา ก็สำคัญไม่แพ้กันค่ะ เช่น “น้องรู้สึกยังไงกับแผนงานนี้บ้างคะ?” หรือ “มีอะไรที่พี่พอจะช่วยสนับสนุนได้บ้างไหมคะ?” การทำแบบนี้จะทำให้เขารู้สึกว่าเราใส่ใจ ไม่ใช่แค่เรื่องงานอย่างเดียว แต่ยังใส่ใจในตัวตนของเขาด้วย เมย์บอกเลยว่าพลังของคำถามปลายเปิดนี้ยิ่งใหญ่จริงๆ ค่ะ ลองนำไปปรับใช้กันดูนะคะ

Advertisement

การให้ฟีดแบ็กที่สร้างสรรค์: เติมพลังบวกให้ทีมเติบโต

ฟีดแบ็กที่ไม่ใช่การตำหนิ แต่เป็นการชี้ทาง

ทุกคนคะ เมย์เชื่อว่าการให้ฟีดแบ็กเป็นทักษะที่สำคัญมากๆ ของผู้นำเลยค่ะ แต่หลายคนอาจจะกลัวการให้ฟีดแบ็ก เพราะคิดว่ามันคือการตำหนิ หรือการจับผิดใช่ไหมคะ?

เมย์เองก็เคยรู้สึกแบบนั้นค่ะ แต่พอได้เรียนรู้เรื่องโค้ชชิ่ง ก็เข้าใจเลยว่าฟีดแบ็กที่ดีมันไม่ใช่การว่ากล่าวตักเตือน แต่มันคือการ ‘ชี้ทาง’ ค่ะ เป็นเหมือนเข็มทิศที่ช่วยให้ลูกทีมรู้ว่าตอนนี้เขาอยู่ตรงไหน และควรจะปรับปรุงหรือพัฒนาไปในทิศทางใด เพื่อให้ไปถึงเป้าหมายที่ต้องการ การให้ฟีดแบ็กแบบสร้างสรรค์จะช่วยให้ลูกทีมรับฟังเราได้เปิดใจมากขึ้น ไม่รู้สึกต่อต้าน แต่กลับรู้สึกขอบคุณที่เราให้ความสำคัญและอยากให้เขาพัฒนาขึ้น เมย์มองว่านี่คือการลงทุนระยะยาวค่ะ เมื่อเราให้ฟีดแบ็กอย่างถูกวิธี ลูกทีมก็จะกล้าที่จะลองทำสิ่งใหม่ๆ กล้าที่จะเรียนรู้จากความผิดพลาด และพร้อมที่จะเติบโตไปข้างหน้าอย่างไม่หยุดยั้งค่ะ

โมเดล SBI ที่เมย์แนะนำให้ลองใช้

เมย์มีโมเดลการให้ฟีดแบ็กที่เมย์ใช้บ่อยๆ และอยากแนะนำให้เพื่อนๆ ลองนำไปใช้กันดูค่ะ นั่นก็คือโมเดล SBI ย่อมาจาก Situation, Behavior, Impact ค่ะ ง่ายๆ เลยคือ:

  1. Situation (สถานการณ์): อธิบายสถานการณ์ให้ชัดเจนว่าเหตุการณ์นี้เกิดขึ้นเมื่อไหร่ ที่ไหน เช่น “เมื่อวานตอนที่เราประชุมทีมเรื่องโปรเจกต์ X”
  2. Behavior (พฤติกรรม): อธิบายพฤติกรรมที่สังเกตเห็นอย่างเป็นกลาง ไม่ตัดสิน เช่น “พี่สังเกตว่าน้องไม่ได้พูดแสดงความคิดเห็นเลย”
  3. Impact (ผลกระทบ): อธิบายผลกระทบที่เกิดขึ้นจากพฤติกรรมนั้นๆ ทั้งต่อตัวงาน ทีม หรือตัวเขาเอง เช่น “ซึ่งทำให้พี่ไม่แน่ใจว่าน้องมีข้อสงสัยตรงไหนไหม หรือมีไอเดียที่อยากแชร์หรือเปล่า เพราะความคิดเห็นของน้องสำคัญกับทีมมากนะ”

การให้ฟีดแบ็กด้วยโมเดล SBI จะช่วยให้ลูกทีมเข้าใจได้ทันทีว่าเรากำลังพูดถึงเรื่องอะไร พฤติกรรมไหน และผลกระทบคืออะไร ทำให้เขามองเห็นภาพได้ชัดเจน และไม่รู้สึกเหมือนถูกตัดสิน เมย์มักจะปิดท้ายด้วยการเปิดโอกาสให้ลูกทีมได้แสดงความคิดเห็น หรือถามว่า “น้องมีความเห็นยังไงกับเรื่องนี้บ้างคะ?” หรือ “ครั้งหน้าเราจะลองปรับปรุงตรงไหนได้บ้าง?” การทำแบบนี้จะสร้างบทสนทนาที่เปิดกว้างและส่งเสริมการเรียนรู้ร่วมกันค่ะ เมย์รับรองเลยว่าพอเราฝึกใช้โมเดลนี้บ่อยๆ การให้ฟีดแบ็กจะกลายเป็นเรื่องง่ายและมีประสิทธิภาพมากๆ เลยค่ะ

สร้างวัฒนธรรมแห่งการเรียนรู้: พัฒนาอย่างไม่หยุดยั้ง

Advertisement

พื้นที่ปลอดภัยสำหรับการลองผิดลองถูก

ในโลกที่เปลี่ยนแปลงเร็วขนาดนี้ การเรียนรู้ตลอดชีวิตไม่ใช่แค่ทางเลือกอีกต่อไป แต่มันคือสิ่งจำเป็นเลยค่ะทุกคน เมย์เชื่อว่าผู้นำที่เก่งคือคนที่สามารถสร้างวัฒนธรรมแห่งการเรียนรู้ขึ้นในทีมได้ การสร้างพื้นที่ปลอดภัยที่ลูกทีมสามารถลองผิดลองถูกได้โดยไม่ต้องกลัวความผิดพลาดเป็นสิ่งสำคัญมากนะคะ เมย์เองก็เคยกลัวความผิดพลาดค่ะ แต่พอได้ทำงานในสภาพแวดล้อมที่เข้าใจว่าการทำผิดพลาดเป็นส่วนหนึ่งของการเรียนรู้ ก็ทำให้กล้าที่จะลองทำอะไรใหม่ๆ มากขึ้น ผู้นำแบบโค้ชชิ่งจะมองความผิดพลาดไม่ใช่จุดจบ แต่เป็นบทเรียนอันล้ำค่าค่ะ เราควรส่งเสริมให้ลูกทีมกล้าที่จะเสนอไอเดียใหม่ๆ กล้าที่จะทดลองแม้จะไม่รู้ว่าจะสำเร็จหรือไม่ เพราะบางครั้งนวัตกรรมที่ยิ่งใหญ่ก็เกิดจากการลองผิดลองถูกนี่แหละค่ะ การที่เราสนับสนุนให้ทีมได้เรียนรู้จากประสบการณ์ตรง ไม่ว่าจะสำเร็จหรือล้มเหลว จะช่วยให้พวกเขามีทักษะการแก้ปัญหาที่แข็งแกร่ง และปรับตัวเข้ากับการเปลี่ยนแปลงได้อย่างรวดเร็วค่ะ

ลงทุนกับการพัฒนาทักษะ…ผลตอบแทนที่คุ้มค่า

การลงทุนกับการพัฒนาทักษะของลูกทีมเป็นสิ่งที่เมย์มองว่าเป็นการลงทุนที่คุ้มค่าที่สุดเลยค่ะ ไม่ว่าจะเป็นการส่งไปอบรมคอร์สต่างๆ การจัดเวิร์คช็อปภายใน หรือแม้แต่การแนะนำแหล่งข้อมูลออนไลน์ดีๆ ให้ เมย์เองก็ชอบหาคอร์สหรือหนังสือที่น่าสนใจมาแชร์ให้ทีมอยู่เสมอ เพราะเมย์เชื่อว่ายิ่งลูกทีมของเรามีความรู้ความสามารถมากเท่าไหร่ ทีมของเราก็จะยิ่งแข็งแกร่งมากเท่านั้น และไม่ใช่แค่ทักษะด้านเทคนิคเท่านั้นนะคะ ทักษะด้าน Soft Skills อย่างการสื่อสาร การทำงานร่วมกัน หรือความคิดสร้างสรรค์ ก็สำคัญไม่แพ้กันค่ะ การที่เราเป็นผู้นำที่พร้อมจะสนับสนุนการเรียนรู้ของลูกทีม จะทำให้พวกเขารู้สึกว่าองค์กรให้ความสำคัญกับการเติบโตของพวกเขาจริงๆ และจะสร้างความภักดีต่อองค์กรในระยะยาวด้วยค่ะ ลองจัดกิจกรรม “Knowledge Sharing” เล็กๆ ในทีมดูไหมคะ ให้แต่ละคนได้มาแชร์ความรู้หรือสิ่งที่ได้เรียนรู้มา มันจะช่วยจุดประกายการเรียนรู้และสร้างแรงบันดาลใจให้คนอื่นๆ ได้ดีมากๆ เลยค่ะ

การปรับตัวตามสไตล์ลูกทีม: เข้าใจทุกคนอย่างแท้จริง

ไม่มีสูตรสำเร็จตายตัว…แต่ละคนไม่เหมือนกัน

ทุกคนขา เมย์ว่าสิ่งที่ท้าทายที่สุดของการเป็นผู้นำโค้ชคือการที่เราต้องเข้าใจว่าลูกทีมแต่ละคนมีความแตกต่างกันค่ะ! ไม่มีสูตรสำเร็จตายตัวที่เราจะใช้กับทุกคนได้เป๊ะๆ เลยนะคะ เมย์เองก็เคยพยายามจะใช้แนวทางเดียวกันกับทุกคนในทีม แล้วผลลัพธ์ที่ได้ก็คือบางคนก็ไปได้ดี แต่บางคนกลับรู้สึกอึดอัดหรือไม่เข้าใจเลย นั่นทำให้เมย์ตระหนักว่าเราต้องเป็นผู้นำที่มีความยืดหยุ่นและพร้อมที่จะปรับเปลี่ยนวิธีการโค้ชของเราให้เข้ากับสไตล์การทำงาน บุคลิกภาพ และความต้องการของลูกทีมแต่ละคนค่ะ การที่เราจะสามารถดึงศักยภาพสูงสุดของแต่ละคนออกมาได้นั้น เราต้องเริ่มจากการทำความเข้าใจตัวตนของเขาอย่างแท้จริงก่อน เมย์เชื่อว่าคนทุกคนมีความพิเศษในแบบของตัวเองค่ะ และหน้าที่ของเราในฐานะผู้นำคือการค้นหาจุดแข็งเหล่านั้น และช่วยสนับสนุนให้เขาได้เปล่งประกายอย่างเต็มที่

เรียนรู้สไตล์การทำงานของลูกทีมแต่ละคน

แล้วเราจะรู้ได้อย่างไรว่าลูกทีมแต่ละคนมีสไตล์แบบไหน? วิธีที่เมย์ใช้บ่อยๆ ก็คือการใช้เวลาสังเกตและพูดคุยกับพวกเขาเยอะๆ ค่ะ บางคนอาจจะชอบให้เราให้คำแนะนำแบบตรงไปตรงมา บางคนอาจจะชอบให้เราตั้งคำถามเพื่อให้เขาคิดเอง บางคนอาจจะถนัดการทำงานเป็นทีม ในขณะที่บางคนอาจจะทำงานคนเดียวได้ดีกว่า นอกจากนี้ เมย์ยังชอบใช้เครื่องมือช่วยในการทำความเข้าใจบุคลิกภาพหรือสไตล์การทำงานต่างๆ เช่น แบบทดสอบบุคลิกภาพง่ายๆ ที่หาได้ตามอินเทอร์เน็ต เพื่อให้เราได้เห็นภาพรวมคร่าวๆ ของทีม การที่เราเข้าใจว่าใครเป็นคนแบบไหน มีจุดเด่นจุดด้อยอะไร จะช่วยให้เราปรับวิธีการสื่อสาร การมอบหมายงาน หรือแม้แต่การให้ฟีดแบ็กได้อย่างเหมาะสม เมย์ยกตัวอย่างเช่น ถ้าลูกทีมคนไหนเป็นคนชอบคิดวิเคราะห์ เราก็อาจจะต้องให้ข้อมูลที่ครบถ้วนและให้เวลาเขาได้คิดเยอะหน่อย แต่ถ้าเป็นคนชอบลงมือทำ เราก็อาจจะต้องเน้นการให้โอกาสเขาได้ทดลองทำจริงมากกว่าการพูดคุยทฤษฎีเยอะๆ ค่ะ การปรับตัวของเรานี่แหละค่ะ ที่จะทำให้ลูกทีมรู้สึกว่าเราเข้าใจเขา และพร้อมที่จะเดินหน้าไปด้วยกันอย่างเต็มที่

สร้างความผูกพันด้วยใจ: ผู้นำที่ลูกน้องอยากเดินตาม

Advertisement

ความจริงใจสร้างความไว้ใจ

ทุกคนคะ เมย์เชื่อว่าหัวใจสำคัญของการเป็นผู้นำที่ลูกน้องอยากเดินตามคือการที่เราสร้างความผูกพันด้วยใจค่ะ ความผูกพันนี้จะเกิดขึ้นได้ก็ต่อเมื่อเราแสดงออกถึงความจริงใจและสร้างความไว้ใจให้เกิดขึ้นในทีม หลายคนอาจจะคิดว่าการเป็นผู้นำคือการต้องเข้มงวดและรักษาระยะห่าง แต่สำหรับเมย์แล้ว การเปิดใจและแสดงความจริงใจต่างหากค่ะที่จะทำให้ลูกทีมรู้สึกสบายใจที่จะมาปรึกษา มาขอความช่วยเหลือ และรู้สึกเหมือนว่าเราเป็นส่วนหนึ่งของทีมจริงๆ เมย์เองก็พยายามที่จะเป็นตัวของตัวเองให้มากที่สุดค่ะ ไม่ได้สร้างกำแพงอะไรขึ้นมา การที่เราแสดงออกถึงความอ่อนน้อมถ่อมตน ยอมรับในความผิดพลาดของตัวเองบ้าง และพร้อมที่จะเรียนรู้จากลูกทีม จะยิ่งทำให้เขารู้สึกว่าเราเป็นคนเข้าถึงง่ายและเป็นผู้นำที่น่าเคารพค่ะ ลองคิดดูสิคะว่าถ้าเราไม่ไว้ใจผู้นำของเรา เราจะกล้าที่จะทุ่มเททำงาน หรือเปิดใจพูดคุยได้อย่างไร?

การเป็นตัวอย่างที่ดีคือการโค้ชที่ดีที่สุด

코칭 리더십의 효과적인 커뮤니케이션 전략 관련 이미지 2
นอกจากความจริงใจแล้ว การเป็นตัวอย่างที่ดีนี่แหละค่ะคือการโค้ชที่ดีที่สุด เมย์มักจะคิดเสมอว่าถ้าเราอยากให้ลูกทีมเป็นแบบไหน เราก็ต้องเป็นแบบนั้นก่อน เช่น ถ้าเราอยากให้ทีมทำงานด้วยความกระตือรือร้น เราก็ต้องแสดงความกระตือรือร้นให้เห็น ถ้าเราอยากให้ทีมทำงานอย่างโปร่งใส เราก็ต้องโปร่งใสกับพวกเขา การกระทำของเรามันดังกว่าคำพูดเสมอค่ะทุกคน ลูกทีมจะคอยสังเกตและเรียนรู้จากสิ่งที่เราทำโดยที่เราไม่จำเป็นต้องพูดอะไรเลย การที่เราแสดงให้เห็นถึงความมุ่งมั่น ความรับผิดชอบ และจริยธรรมในการทำงาน จะเป็นแรงบันดาลใจให้ลูกทีมได้ดีที่สุด เมย์ไม่ได้บอกว่าเราจะต้องสมบูรณ์แบบนะคะ เพราะเมย์เองก็ไม่ใช่คนสมบูรณ์แบบ แต่การที่เราพยายามทำให้ดีที่สุดในทุกๆ วัน และพร้อมที่จะเรียนรู้และพัฒนาตัวเองอยู่เสมอ จะทำให้เราเป็นผู้นำที่ลูกน้องชื่นชมและอยากจะเดินตามอย่างแท้จริงค่ะ

โค้ชชิ่งแบบไฮบริด: การสื่อสารในโลกยุคใหม่

เครื่องมือที่ช่วยให้การโค้ชทางไกลมีประสิทธิภาพ

ในยุคนี้ที่การทำงานแบบไฮบริดกลายเป็นเรื่องปกติ เมย์ว่าการโค้ชชิ่งก็ต้องปรับตัวตามไปด้วยนะคะ การที่เราไม่ได้เจอหน้ากันบ่อยๆ เหมือนเมื่อก่อน อาจจะทำให้การสื่อสารและสร้างความผูกพันยากขึ้น แต่โชคดีที่เรามีเครื่องมือดิจิทัลมากมายที่จะเข้ามาช่วยให้การโค้ชทางไกลของเรามีประสิทธิภาพค่ะ เมย์เองก็ใช้แพลตฟอร์มวิดีโอคอลต่างๆ เช่น Google Meet, Zoom, หรือ Microsoft Teams ในการประชุมแบบตัวต่อตัวกับลูกทีมอยู่เป็นประจำ การเห็นหน้ากันผ่านวิดีโอคอลยังไงก็ดีกว่าแค่คุยโทรศัพท์หรือแชทอย่างเดียวค่ะ เพราะเราสามารถสังเกตภาษากาย สีหน้า แววตา ซึ่งเป็นส่วนสำคัญของการสื่อสารที่ไม่ใช่คำพูดได้ นอกจากนี้ การใช้โปรแกรมบริหารจัดการโปรเจกต์ หรือแอปพลิเคชันสำหรับแชท ก็ช่วยให้การติดตามงานและการสื่อสารแบบรวดเร็วเป็นไปได้อย่างราบรื่นค่ะ แต่สิ่งสำคัญที่สุดคือการใช้เครื่องมือเหล่านี้อย่างถูกวิธีและสม่ำเสมอ เพื่อให้การโค้ชของเราไม่ขาดตอนและยังคงรักษาคุณภาพไว้ได้ค่ะ

เครื่องมือ/วิธีการ ประโยชน์ในการโค้ชชิ่งแบบไฮบริด ข้อควรพิจารณา
วิดีโอคอล (Google Meet, Zoom) ช่วยให้เห็นหน้า ท่าทาง และภาษากาย สร้างความรู้สึกใกล้ชิดยิ่งขึ้น ต้องมั่นใจว่าอินเทอร์เน็ตเสถียร และมีเวลาที่เหมาะสมกับโซนเวลาของทุกคน
แพลตฟอร์มแชททีม (Slack, Microsoft Teams) สื่อสารรวดเร็ว ถามตอบสั้นๆ ได้ง่าย เหมาะกับการติดตามงานด่วน อาจทำให้เกิดความเข้าใจผิดได้ง่าย หากไม่ระมัดระวังในการใช้คำพูด
เครื่องมือบริหารจัดการโปรเจกต์ (Trello, Asana) ช่วยให้เห็นภาพรวมความคืบหน้าของงาน มอบหมายและติดตามงานได้ชัดเจน ทุกคนในทีมต้องเข้าใจและใช้เครื่องมืออย่างสม่ำเสมอเพื่อให้ข้อมูลเป็นปัจจุบัน
การจัดตารางเวลาออนไลน์ (Calendly) ช่วยให้ลูกทีมจองเวลาโค้ชชิ่งกับผู้นำได้สะดวกและเป็นระเบียบ ต้องมีการสื่อสารที่ชัดเจนถึงวัตถุประสงค์ของการนัดหมาย

รักษาสมดุลระหว่างออนไลน์และออฟไลน์

แม้ว่าเครื่องมือดิจิทัลจะเข้ามาช่วยให้การโค้ชทางไกลเป็นไปได้ แต่เมย์ก็ยังเชื่อว่าการเจอหน้ากันแบบออฟไลน์ก็ยังคงมีความสำคัญนะคะ การรักษาสมดุลระหว่างการสื่อสารออนไลน์และออฟไลน์เป็นสิ่งที่เราต้องให้ความสำคัญค่ะ ลองจัดให้มีวัน “On-site” ที่ทีมได้เข้ามาทำงานร่วมกันที่ออฟฟิศบ้าง เพื่อให้ได้มีโอกาสพูดคุย แลกเปลี่ยนความคิดเห็นแบบไม่เป็นทางการ หรือจัดกิจกรรมสร้างสรรค์ต่างๆ ร่วมกัน การได้เจอหน้ากันจริงๆ จะช่วยเสริมสร้างความสัมพันธ์และความผูกพันในทีมให้แน่นแฟ้นยิ่งขึ้น เพราะบางครั้งการสื่อสารที่ลึกซึ้งที่สุดก็ไม่ได้เกิดขึ้นจากการประชุมอย่างเป็นทางการ แต่เกิดจากการพูดคุยเล็กๆ น้อยๆ ระหว่างพักเบรก หรือระหว่างมื้อเที่ยงนี่แหละค่ะ นอกจากนี้ การมีพื้นที่ส่วนตัวให้ลูกทีมสามารถเข้ามาพูดคุยกับเราได้โดยตรงเมื่อมีโอกาส ก็เป็นสิ่งที่ไม่ควรมองข้าม เมย์ว่าการโค้ชชิ่งในโลกยุคใหม่คือการที่เราต้องรู้จักปรับใช้ทั้งสองรูปแบบให้เกิดประโยชน์สูงสุดค่ะ ไม่ว่าจะอยู่ไกลแค่ไหน ใจเราก็ยังเชื่อมถึงกันได้เสมอค่ะ

글을จบลงด้วย

เป็นยังไงกันบ้างคะทุกคน! เมย์หวังว่าบทความนี้จะช่วยให้เพื่อนๆ ผู้นำทุกคนได้เห็นภาพและเข้าใจถึงพลังของภาวะผู้นำแบบโค้ชมากขึ้นนะคะ จากประสบการณ์ของเมย์เอง การเป็นผู้นำที่แท้จริงไม่ใช่แค่การสั่งการ แต่คือการเปิดใจรับฟัง ตั้งคำถามเพื่อกระตุ้นความคิด และให้ฟีดแบ็กอย่างสร้างสรรค์ เพื่อปลดล็อกศักยภาพของทุกคนในทีม การเดินทางของการเป็นผู้นำโค้ชอาจจะต้องใช้เวลาฝึกฝน แต่เมย์รับรองเลยว่าผลลัพธ์ที่ได้นั้นคุ้มค่าแน่นอนค่ะ ทั้งทีมจะเติบโตไปพร้อมๆ กัน และองค์กรของเราก็จะก้าวไปข้างหน้าอย่างยั่งยืนค่ะ

Advertisement

ข้อมูลที่เป็นประโยชน์ที่ควรทราบ

1. การฟังอย่างลึกซึ้งเป็นทักษะสำคัญที่ช่วยสร้างความสัมพันธ์ที่ดีและความเข้าใจที่แท้จริงภายในทีม ไม่ใช่แค่ได้ยิน แต่ต้องจับประเด็นและรับรู้ถึงความรู้สึกของผู้พูด

2. การตั้งคำถามปลายเปิดอย่างชาญฉลาดช่วยกระตุ้นให้ลูกทีมคิดวิเคราะห์และค้นหาทางออกด้วยตัวเอง ซึ่งเป็นการส่งเสริมการพัฒนาศักยภาพและความมั่นใจ

3. การให้ฟีดแบ็กแบบ SBI (Situation, Behavior, Impact) เป็นวิธีที่มีประสิทธิภาพในการสื่อสารเพื่อการพัฒนา โดยไม่ทำให้ผู้รับรู้สึกถูกตำหนิ และเน้นที่ผลกระทบที่เกิดขึ้นอย่างเป็นรูปธรรม

4. การสร้างวัฒนธรรมแห่งการเรียนรู้ในองค์กร โดยผู้นำเป็นต้นแบบและสนับสนุนการพัฒนาทักษะใหม่ๆ จะช่วยให้ทีมพร้อมรับมือกับการเปลี่ยนแปลงและสร้างนวัตกรรมได้อย่างต่อเนื่อง

5. การปรับตัวเข้ากับสไตล์การทำงานที่แตกต่างกันของลูกทีม รวมถึงการรักษาความสมดุลระหว่างการทำงานแบบออนไลน์และออฟไลน์ เป็นสิ่งจำเป็นสำหรับผู้นำในยุค Hybrid Working เพื่อให้การสื่อสารมีประสิทธิภาพและสร้างความผูกพันในทีมได้อย่างยั่งยืน

สรุปประเด็นสำคัญ

หัวใจสำคัญของการเป็นผู้นำแบบโค้ชนั้น คือการที่เรา “ใช้ใจนำ” ไม่ใช้อำนาจนำ โดยเริ่มจากการเปิดใจรับฟังอย่างลึกซึ้งเพื่อทำความเข้าใจในสิ่งที่ลูกทีมต้องการจะสื่อสารอย่างแท้จริง การไม่ด่วนตัดสินและให้พื้นที่ปลอดภัยสำหรับการแสดงความคิดเห็นจะช่วยให้ทุกคนกล้าที่จะเปิดเผยตัวตนและปัญหาที่เผชิญอยู่ได้ ผู้นำที่ดีจะเปลี่ยนบทบาทจากการสั่งการเป็นการตั้งคำถามปลายเปิดที่กระตุ้นให้ลูกทีมได้คิดวิเคราะห์และค้นหาคำตอบด้วยตัวเอง ซึ่งนี่ไม่ใช่แค่การแก้ปัญหาเฉพาะหน้า แต่เป็นการลงทุนเพื่อพัฒนาทักษะการแก้ปัญหาและสร้างความมั่นใจในระยะยาวให้กับพวกเขา

นอกจากนี้ การให้ฟีดแบ็กเชิงสร้างสรรค์ก็เป็นอีกหนึ่งทักษะสำคัญที่เราต้องมี เพื่อชี้แนะแนวทางการพัฒนาโดยไม่ทำให้ลูกทีมรู้สึกว่าถูกตำหนิ และที่สำคัญที่สุดคือการสร้างวัฒนธรรมองค์กรที่ส่งเสริมการเรียนรู้ ให้ทุกคนในทีมรู้สึกว่าการพัฒนาตนเองเป็นสิ่งจำเป็นและสนุก ผู้นำต้องพร้อมที่จะเป็นแบบอย่างในการเรียนรู้และสนับสนุนทรัพยากรที่จำเป็นต่อการพัฒนาทักษะต่างๆ ทั้ง Hard Skill และ Soft Skill ในยุคที่โลกเปลี่ยนแปลงเร็ว การปรับตัวให้เข้ากับสไตล์การทำงานที่หลากหลายของลูกทีม รวมถึงการสร้างสมดุลของการสื่อสารทั้งแบบออนไลน์และออฟไลน์ ก็เป็นสิ่งที่ไม่อาจมองข้ามได้ เพราะเมื่อลูกทีมรู้สึกว่าเราเข้าใจและพร้อมสนับสนุน ไม่ว่าพวกเขาจะอยู่ที่ไหน ก็ยังรู้สึกถึงความผูกพันและอยากทุ่มเททำงานเพื่อเป้าหมายร่วมกัน นี่แหละค่ะคือบทบาทของผู้นำโค้ชในโลกยุคใหม่ที่เมย์เชื่อว่าทุกคนสามารถเป็นได้ เพื่อทีมที่แข็งแกร่งและเติบโตอย่างยั่งยืนไปพร้อมๆ กันค่ะ

คำถามที่พบบ่อย (FAQ) 📖

ถาม: การเป็นผู้นำแบบโค้ชชิ่งคืออะไรคะเมย์ แล้วทำไมมันถึงสำคัญมากในยุคนี้?

ตอบ: อู้หูววว… คำถามแรกก็โดนใจเมย์สุดๆ ไปเลยค่ะ! เอาจริงๆ นะคะ การเป็นผู้นำแบบโค้ชชิ่งเนี่ย เมย์ขอเปรียบเทียบง่ายๆ ว่ามันไม่ใช่แค่การ “บอก” ว่าต้องทำอะไร แต่คือการ “พา” ลูกทีมไปค้นพบคำตอบและวิธีการที่ดีที่สุดด้วยตัวเขาเองค่ะ!
แทนที่จะสั่งการแบบท็อปลงล่าง ผู้นำแบบโค้ชจะเปิดพื้นที่ให้ลูกทีมได้คิด ได้แสดงความคิดเห็น และได้เรียนรู้จากประสบการณ์ตรงของพวกเขา ซึ่งต่างจากการเป็นหัวหน้าแบบเดิมๆ ที่เน้นการควบคุมและสั่งงานเป็นหลักเลยค่ะที่เมย์บอกว่ามันสำคัญมากในยุคนี้ก็เพราะว่าโลกมันหมุนเร็วขึ้นทุกวันค่ะ!
เทคโนโลยีเปลี่ยน สภาพตลาดเปลี่ยน วิธีการทำงานก็เปลี่ยน ไม่ว่าจะเป็นการทำงานแบบไฮบริดหรือรีโมท ที่ต้องอาศัยความเชื่อใจและการสื่อสารที่หนักแน่นกว่าเดิมเยอะเลยค่ะ ถ้าเรายังเป็นหัวหน้าที่เอาแต่สั่งงาน ลูกทีมก็จะไม่มีโอกาสได้พัฒนาความคิดสร้างสรรค์ ไม่กล้าตัดสินใจ และสุดท้ายก็จะกลายเป็นคนทำงานที่ไม่สามารถแก้ปัญหาเฉพาะหน้าได้เองเลยค่ะ เมย์เคยเจอมากับตัวเลยนะ ตอนที่ยังเป็นหัวหน้าแบบเก่าๆ ลูกทีมจะรู้สึกว่าตัวเองเป็นแค่ฟันเฟืองเล็กๆ ไม่ได้มีส่วนร่วมอะไรมาก พองานมีปัญหาก็รอแต่ให้หัวหน้าตัดสินใจ พอเมย์ปรับมาใช้โค้ชชิ่งลีดเดอร์ชิป ลูกทีมกล้าคิด กล้าถาม กล้าเสนอไอเดียมากขึ้นเยอะเลยค่ะ ผลลัพธ์คืองานออกมาดีกว่าเดิม แถมพวกเขายังภูมิใจในผลงานของตัวเองอีกด้วยนะ!
เมย์ว่านี่แหละค่ะคือหัวใจสำคัญของการสร้างทีมที่แข็งแกร่งและพร้อมรับมือกับทุกการเปลี่ยนแปลงค่ะ

ถาม: แล้วเมย์มีเทคนิคการสื่อสารแบบโค้ชชิ่งที่ใช้ได้จริงในทีมของเราบ้างไหมคะ? อยากได้แบบที่นำไปปรับใช้ได้เลยค่ะ!

ตอบ: ได้เลยค่ะ! เมย์เข้าใจเลยว่าทุกคนอยากได้อะไรที่เอาไปใช้ได้จริงเลยใช่ไหมคะ จากประสบการณ์ตรงของเมย์ที่ลองผิดลองถูกมาเยอะ ขอบอกเลยว่ามีอยู่ 3 เทคนิคการสื่อสารที่เมย์ใช้บ่อยมากแล้วได้ผลดีสุดๆ ค่ะ!
อย่างแรกเลยคือ “การฟังอย่างตั้งใจ” หรือ Active Listening ค่ะ ฟังดูเหมือนง่ายใช่ไหมคะ แต่เอาจริงๆ มันไม่ใช่แค่ฟังให้ได้ยินนะคะ มันคือการฟังอย่างลึกซึ้ง ฟังเพื่อทำความเข้าใจจริงๆ ว่าลูกทีมกำลังรู้สึกอะไร มีปัญหาอะไรอยู่ข้างใน การที่เมย์เงียบฟังโดยไม่ขัดจังหวะ จะทำให้ลูกทีมรู้สึกว่าเขาได้รับความเคารพและเราสนใจในสิ่งที่เขาพูดจริงๆ ค่ะ พอเขารู้สึกแบบนั้น เขาจะเปิดใจเล่าทุกอย่างออกมาเองเลยค่ะ เมย์เคยมีลูกทีมคนหนึ่งที่ดูเหมือนจะไม่ค่อยกระตือรือร้น เมย์ก็พยายามนั่งฟังเขาแบบไม่มีธงในใจ สุดท้ายก็รู้ว่าเขามีปัญหาส่วนตัวที่ทำให้กังวล พอเราได้คุยกันและเมย์ช่วยคิดหาวิธีแก้ เขาก็กลับมาทำงานได้ดีขึ้นเยอะเลยค่ะอย่างที่สองคือ “การถามคำถามทรงพลัง” หรือ Powerful Questions ค่ะ อันนี้แหละคือไม้เด็ดของโค้ชเลย!
แทนที่จะบอกว่า “ทำแบบนี้สิ” ลองเปลี่ยนเป็น “คุณคิดว่ามีวิธีไหนอีกบ้างที่จะแก้ปัญหานี้ได้?” หรือ “อะไรคือสิ่งสำคัญที่สุดที่คุณอยากให้เกิดขึ้น?” คำถามแบบนี้จะกระตุ้นให้ลูกทีมได้คิดวิเคราะห์ หาวิธีการด้วยตัวเอง ซึ่งจะทำให้เขารู้สึกเป็นเจ้าของปัญหาและทางแก้มากขึ้นค่ะ เมย์ลองใช้กับน้องในทีมที่กำลังติดปัญหาโปรเจกต์หนึ่ง แทนที่จะบอกให้ไปแก้ตรงไหน เมย์ถามเขาว่า “อะไรคือสิ่งที่คุณคิดว่าจะช่วยให้โปรเจกต์นี้เดินหน้าต่อไปได้?” และ “ถ้าคุณมีทรัพยากรเพิ่ม คุณอยากจะทำอะไรเป็นอันดับแรก?” คำถามเหล่านี้ทำให้น้องเขาคิดได้เองว่าควรทำอะไรก่อนหลังค่ะและอย่างสุดท้ายคือ “การให้ฟีดแบ็กที่สร้างสรรค์และเป็นบวก” ค่ะ คือเราต้องชมเชยในสิ่งที่ลูกทีมทำได้ดีจริงๆ และชี้แนะในสิ่งที่เขาต้องพัฒนาโดยเน้นที่ตัวพฤติกรรม ไม่ใช่ตัวบุคคลนะคะ และที่สำคัญคือต้องให้ฟีดแบ็กทันทีที่ทำได้ ไม่ต้องรอให้เรื่องมันค้างคา เมย์จะพยายามเน้นชื่นชมความพยายามของเขา ไม่ใช่แค่ผลลัพธ์อย่างเดียวค่ะ เช่น “เมย์ชอบที่คุณพยายามหาข้อมูลมาเยอะขนาดนี้เลยนะ ครั้งหน้าถ้าเราลองสรุปประเด็นสำคัญๆ ให้กระชับขึ้น จะยิ่งทำให้พรีเซนต์น่าสนใจไปอีกเยอะเลยค่ะ” แบบนี้ลูกทีมจะไม่รู้สึกว่าโดนตำหนิ แต่จะรู้สึกว่าเรากำลังช่วยให้เขาพัฒนาไปอีกขั้นนึงค่ะ

ถาม: ถ้าเราอยากเริ่มปรับใช้โค้ชชิ่งลีดเดอร์ชิปในทีม ควรเริ่มต้นจากตรงไหนดีคะเมย์ แล้วจะวัดผลความสำเร็จยังไงบ้าง?

ตอบ: เป็นคำถามที่ดีมากๆ เลยค่ะ! เมย์บอกเลยว่าการจะเริ่มปรับใช้โค้ชชิ่งลีดเดอร์ชิป ไม่ใช่เรื่องยากเลยค่ะ แต่ก็ต้องใช้ความสม่ำเสมอและความตั้งใจจริง เริ่มต้นง่ายๆ เลยค่ะที่ตัวเราเองก่อนเลยขั้นตอนแรกที่เมย์อยากแนะนำคือ “เริ่มต้นจากตัวเอง” ก่อนเลยค่ะ ลองสำรวจตัวเองดูว่าเรามีพฤติกรรมความเป็นผู้นำแบบไหนอยู่ตอนนี้?
เราเปิดใจรับฟังมากพอไหม? เราให้โอกาสลูกทีมได้แสดงศักยภาพหรือเปล่า? ลองฝึกฝนการฟังอย่างตั้งใจและการถามคำถามทรงพลังกับเรื่องเล็กๆ น้อยๆ ในชีวิตประจำวันก่อนก็ได้ค่ะ เช่น คุยกับเพื่อนร่วมงาน คุยกับคนในครอบครัว เมย์เองก็เริ่มจากตรงนี้ค่ะ พอเราทำได้คล่องขึ้น ก็ค่อยๆ นำไปปรับใช้กับลูกทีมค่ะ อาจจะเริ่มจากลูกทีมที่เปิดใจและสนิทกับเราก่อนก็ได้ค่ะ ไม่ต้องรีบร้อนนะคะ ค่อยๆ เป็น ค่อยๆ ไปจากนั้น “สร้างวัฒนธรรมที่เปิดกว้าง” ค่ะ คือต้องทำให้ลูกทีมรู้สึกปลอดภัยที่จะพูดคุย แสดงความคิดเห็น และกล้าที่จะทำผิดพลาดได้บ้างค่ะ เมย์จะพยายามบอกกับลูกทีมเสมอว่า “ไม่มีใครที่ไม่เคยทำผิดพลาด สิ่งสำคัญคือเราได้เรียนรู้อะไรจากมัน” พอพวกเขารู้สึกว่าไม่ถูกตัดสิน เขาก็จะกล้าที่จะลองอะไรใหม่ๆ มากขึ้นค่ะส่วนเรื่องการวัดผลความสำเร็จเนี่ย เมย์เข้าใจเลยว่ามันจับต้องยากกว่าการวัดยอดขายตรงๆ ใช่ไหมคะ แต่ก็มีวิธีสังเกตได้ค่ะ อย่างแรกเลยคือ “สังเกตจากการเปลี่ยนแปลงพฤติกรรมของลูกทีม” ค่ะ พวกเขาดูมีความมั่นใจในการตัดสินใจมากขึ้นไหม?
กล้าแสดงความคิดเห็นในที่ประชุมมากขึ้นหรือเปล่า? สามารถแก้ปัญหาได้เองโดยไม่ต้องรอเราสั่งไหม? เมย์เห็นชัดเลยว่าลูกทีมของเมย์แต่ละคนทำงานได้คล่องตัวขึ้นเยอะเลยค่ะอย่างที่สองคือ “การสำรวจความพึงพอใจของทีม” ค่ะ อาจจะใช้แบบสอบถามง่ายๆ หรือการพูดคุยแบบตัวต่อตัวเป็นประจำ เพื่อเช็คสุขภาพใจและดูว่าพวกเขารู้สึกอย่างไรกับการทำงานและบทบาทของผู้นำแบบโค้ชชิ่งของเราค่ะ เมย์จะมีช่วงเวลา One-on-One กับลูกทีมทุกคนทุกสัปดาห์ เพื่อให้ได้คุยกันแบบเปิดใจ และดูว่ามีอะไรที่เราจะช่วยพัฒนาเขาได้อีกบ้างค่ะสุดท้ายคือ “ดูที่ผลลัพธ์ของงานโดยรวม” ค่ะ ไม่ใช่แค่ตัวเลขอย่างเดียว แต่รวมถึงคุณภาพของงาน ความคิดสร้างสรรค์ที่เพิ่มขึ้น การทำงานร่วมกันเป็นทีมที่ดีขึ้นค่ะ ถ้าลูกทีมมีความสุขและมีประสิทธิภาพในการทำงานมากขึ้น นั่นก็แปลว่าเรามาถูกทางแล้วค่ะ!
เมย์ขอเป็นกำลังใจให้นะคะ การเป็นผู้นำที่ดีขึ้นเริ่มต้นได้จากเราทุกคนค่ะ!

📚 อ้างอิง

Advertisement