ปลดล็อกผู้นำในตัวคุณ: พลังของโค้ชชิ่งและนวัตกรรมที่ไม่ควร...

ปลดล็อกผู้นำในตัวคุณ: พลังของโค้ชชิ่งและนวัตกรรมที่ไม่ควรมองข้าม

webmaster

코칭 리더십과 리더십의 혁신 - **Prompt:** A diverse team of professionals (men and women of various ages and ethnicities, all dres...

สวัสดีครับเพื่อนๆ ผู้นำทุกท่านและคนทำงานรุ่นใหม่! วันนี้ผมมีเรื่องที่อยากชวนทุกคนมาคุยกันครับ เกี่ยวกับการนำทีมในโลกที่หมุนเร็วปานกังหันแบบตอนนี้ คุณเคยรู้สึกไหมครับว่าวิธีการเป็นผู้นำแบบเดิมๆ ที่เคยใช้ได้ผลดี อาจจะไม่ตอบโจทย์อีกต่อไปแล้ว?

เพราะยุคสมัยนี้ เราไม่ได้แค่ต้องการ ‘หัวหน้า’ ที่สั่งการอย่างเดียว แต่เราต้องการ ‘โค้ช’ ที่คอยดึงศักยภาพในตัวทีมงานออกมา และสร้างสรรค์สิ่งใหม่ๆ ไปด้วยกันต่างหากล่ะครับ ผมเองก็เคยผ่านจุดที่รู้สึกว่าต้องปรับตัวเยอะมาก และจากการที่ได้เห็นเทรนด์ล่าสุด รวมถึงได้ลองสัมผัสมาด้วยตัวเอง ทำให้ผมมั่นใจเลยว่า “ภาวะผู้นำแบบโค้ช” (Coaching Leadership) กับ “นวัตกรรมในการเป็นผู้นำ” (Innovation in Leadership) นี่แหละครับ คือกุญแจสำคัญที่จะพาเราและทีมก้าวไปข้างหน้าได้อย่างแข็งแกร่งและยั่งยืน ไม่ใช่แค่ตามทัน แต่ต้องนำหน้า!

การเปลี่ยนแปลงนี้ไม่ได้น่ากลัวเลยครับ กลับเป็นโอกาสให้เราได้พัฒนาตัวเองและทีมงานให้เติบโตยิ่งกว่าเดิมหลายเท่าเลยล่ะครับ ถ้าพร้อมแล้ว เรามาเจาะลึกไปพร้อมกันเลยนะครับ

จาก ‘หัวหน้า’ สู่ ‘โค้ช’: ปลดล็อกพลังที่ซ่อนอยู่ในทีมของเรา

코칭 리더십과 리더십의 혁신 - **Prompt:** A diverse team of professionals (men and women of various ages and ethnicities, all dres...

เปลี่ยนมุมมอง: เราไม่ใช่ผู้สั่งการ แต่เป็นผู้เสริมพลัง

ในยุคที่ทุกอย่างหมุนไปอย่างรวดเร็วปานจรวด ผมรู้สึกว่าบทบาทของผู้นำมันไม่ใช่แค่การชี้นิ้วสั่งการ หรือกำหนดทิศทางเพียงฝ่ายเดียวอีกต่อไปแล้วนะครับเพื่อนๆ สิ่งที่ผมเองได้เรียนรู้และสัมผัสมาด้วยตัวเองคือ การเป็นผู้นำแบบโค้ช (Coaching Leadership) นี่แหละที่สำคัญจริงๆ เพราะมันคือการเปลี่ยนมุมมองของเรา จาก “หัวหน้า” ที่ต้องรู้ทุกเรื่องและคอยควบคุม มาเป็น “โค้ช” ที่คอยสนับสนุน ดึงศักยภาพ และสร้างแรงบันดาลใจให้ทีมงานค้นพบทางออกด้วยตัวเอง ลองคิดดูสิครับว่ามันเจ๋งขนาดไหนที่เราไม่ได้แค่บอกให้เขาไปถึงเส้นชัย แต่เราทำให้เขามีพลังที่จะวิ่งไปถึงเส้นชัยด้วยตัวเองอย่างมั่นใจ!

ผมเชื่อว่าการเปลี่ยนแปลงเล็กๆ ในวิธีคิดของเรานี่แหละที่จะสร้างการเปลี่ยนแปลงที่ยิ่งใหญ่ให้กับทีมได้จริงๆ ครับ มันไม่ใช่แค่เรื่องของประสิทธิภาพในการทำงานนะ แต่ยังรวมถึงความสุขและความผูกพันของคนในทีมด้วย

ศิลปะของการตั้งคำถาม: กุญแจสู่การค้นพบศักยภาพ

หลายคนอาจจะคิดว่าการโค้ชมันซับซ้อน แต่จริงๆ แล้วมันเริ่มต้นง่ายๆ จาก “การตั้งคำถาม” ที่ทรงพลังนี่แหละครับ ผมเองก็เคยเป็นคนที่ชอบให้คำตอบเสมอ คิดว่านั่นคือหน้าที่ของหัวหน้า แต่พอได้ลองปรับเปลี่ยนมาเป็นการตั้งคำถามที่ชวนให้ทีมงานได้คิด ได้ตกผลึกด้วยตัวเอง มันกลับได้ผลลัพธ์ที่ดีเกินคาดมากๆ เลยนะ การตั้งคำถามอย่างเช่น “คุณคิดว่าจะมีวิธีไหนบ้างในการแก้ปัญหานี้?”, “คุณเรียนรู้อะไรจากประสบการณ์ครั้งนี้บ้าง?” หรือ “ถ้าคุณมีทรัพยากรเพิ่มขึ้นอีกนิด คุณจะทำอะไรที่แตกต่างออกไปไหม?” คำถามเหล่านี้ไม่ได้แค่ช่วยให้ทีมงานหาทางออกเองได้ แต่ยังช่วยให้เขาเกิดปัญญา (insight) และมองเห็นภาพรวมได้ชัดเจนขึ้นด้วยตัวเอง ซึ่งเป็นสิ่งที่ยั่งยืนกว่าการที่เราบอกคำตอบให้เขาตรงๆ เยอะเลยครับ ลองเอาไปใช้ดูนะครับ แล้วจะเห็นว่าพลังของคำถามมันน่าทึ่งแค่ไหน

วัฒนธรรมองค์กรที่กล้าลอง กล้าผิดพลาด และเติบโตไปพร้อมกัน

สร้างพื้นที่ปลอดภัยทางใจ: ให้ทีมกล้าคิด กล้าพูด

ผมว่าสิ่งสำคัญที่สุดในการสร้างนวัตกรรมและความคิดสร้างสรรค์ในทีม คือการทำให้ทุกคนรู้สึก “ปลอดภัย” ที่จะแสดงความคิดเห็น หรือแม้แต่จะลองทำอะไรใหม่ๆ โดยไม่ต้องกลัวความผิดพลาดเลยครับ ในประสบการณ์ของผมนะ องค์กรที่ประสบความสำเร็จมากๆ มักจะมีวัฒนธรรมแบบนี้แหละ ที่ผู้นำพร้อมจะเปิดรับฟังทุกเสียง ไม่ว่าจะเด็กหรือผู้ใหญ่ในทีม เพราะทุกเสียงมีค่าและเป็นโอกาสในการสร้างสรรค์สิ่งใหม่ๆ ได้เสมอ เราต้องสร้างบรรยากาศที่ทุกคนรู้สึกว่า “ผิดพลาดได้ ไม่เป็นไร เรามาเรียนรู้ไปด้วยกัน” การที่เราในฐานะผู้นำแสดงออกถึงความเข้าใจและเห็นอกเห็นใจ (Empathetic Leadership) จะช่วยให้ทีมกล้าแสดงศักยภาพของตัวเองออกมาได้อย่างเต็มที่จริงๆ ครับ ผมเคยเห็นมาเยอะแล้วว่าพอคนในทีมรู้สึกปลอดภัย เขาก็พร้อมจะทุ่มเทและสร้างสรรค์ผลงานที่เหนือความคาดหมายได้อย่างน่าเหลือเชื่อ

สนับสนุนการเรียนรู้ตลอดชีวิต: ไม่มีใครแก่เกินเรียนรู้

โลกทุกวันนี้เปลี่ยนเร็วมากจริงๆ ครับ วันนี้รู้แล้ว พรุ่งนี้อาจจะมีสิ่งใหม่ๆ มาแทนที่ ดังนั้นการสร้างวัฒนธรรมที่ส่งเสริมการเรียนรู้ตลอดชีวิต (Continuous Learning Leadership) จึงเป็นสิ่งจำเป็นมากๆ ในฐานะผู้นำ เราต้องเป็นต้นแบบในการเรียนรู้ก่อนเลยครับ ผมเองก็ยังคงเรียนรู้สิ่งใหม่ๆ ตลอดเวลา ไม่ว่าจะเป็นเรื่องเทคโนโลยีใหม่ๆ หรือทักษะการบริหารจัดการที่เปลี่ยนไป เราต้องกล้ายอมรับว่าเราไม่ได้รู้ทุกอย่าง และพร้อมที่จะเรียนรู้ไปพร้อมกับทีม การจัดหาเครื่องมือ แหล่งข้อมูล หรือแม้แต่การสนับสนุนให้ทีมได้ไปอบรมสัมมนาเล็กๆ น้อยๆ ก็เป็นสิ่งที่เราทำได้ ไม่จำเป็นต้องเป็นคอร์สแพงๆ เสมอไป บางทีแค่การจัด “Learning Sprint” หรือ “Microlearning” ที่เน้นความกระชับและตรงจุด ก็ช่วยให้ทีมอัปสกิลได้อย่างรวดเร็วแล้วครับ ลองดูตารางเปรียบเทียบรูปแบบการเรียนรู้ที่ผมได้ลองรวบรวมมาให้ดูนะครับ

รูปแบบการเรียนรู้ จุดเด่น เหมาะสำหรับ ตัวอย่าง
การเรียนรู้แบบปกติ (Classroom Training) เนื้อหาเข้มข้น, มีการโต้ตอบแบบเห็นหน้า การเรียนรู้ทักษะใหม่ที่ซับซ้อน, การสร้างปฏิสัมพันธ์ การอบรมเชิงปฏิบัติการ 2 วัน
Microlearning กระชับ, เรียนรู้ได้ทุกที่ทุกเวลา, เข้าถึงง่าย การเรียนรู้ทักษะย่อยๆ, การทบทวนความรู้ วิดีโอ 5 นาที, อินโฟกราฟิก, Podcast สั้นๆ
Learning Sprint / Hackathon เร่งรัด, เน้นแก้ปัญหาจริง, กระตุ้นความคิดสร้างสรรค์ การแก้ปัญหาเฉพาะหน้า, การสร้างนวัตกรรมอย่างรวดเร็ว เวิร์คช็อป 3 ชั่วโมง, การแข่งขันระดมสมอง
Coaching & Mentoring เฉพาะบุคคล, ดึงศักยภาพ, คำแนะนำจากผู้มีประสบการณ์ การพัฒนาภาวะผู้นำ, การแก้ปัญหาเชิงลึก, การวางแผนอาชีพ การโค้ชแบบ 1:1, การมีพี่เลี้ยงในองค์กร
Advertisement

ทักษะสำคัญที่ผู้นำยุคใหม่ต้องมี: ไม่ใช่แค่บริหารงาน แต่บริหารใจคน

ความฉลาดทางอารมณ์และ Empathy: เข้าใจเขา เข้าใจเรา

ในโลกที่ซับซ้อนขึ้นทุกวัน ผมรู้สึกว่าทักษะที่ขาดไม่ได้เลยสำหรับผู้นำยุคนี้คือ “ความฉลาดทางอารมณ์” (Emotional Intelligence) และ “ความเห็นอกเห็นใจ” หรือ Empathy ครับ เราไม่สามารถเป็นผู้นำที่ดีได้เลยถ้าเราไม่เข้าใจความรู้สึกของคนในทีม ไม่รับรู้ถึงความกังวล ความสุข หรือความท้าทายที่พวกเขากำลังเผชิญอยู่ ผมเคยมีประสบการณ์ที่ต้องรับมือกับทีมที่ทำงานหนักจนเกิดภาวะหมดไฟ (burnout) ถ้าผมไม่ได้ใช้ความเห็นอกเห็นใจเข้าไปพูดคุยอย่างจริงใจ ก็คงไม่สามารถช่วยให้เขากลับมามีพลังได้ การที่เราเปิดใจรับฟังอย่างลึกซึ้ง แสดงออกถึงความเข้าใจ ไม่ใช่แค่การฟังด้วยหู แต่เป็นการฟังด้วยหัวใจ มันจะช่วยสร้างความผูกพันและความไว้วางใจในทีมได้อย่างมหาศาลเลยนะครับ แล้วพอคนในทีมรู้สึกว่าหัวหน้าเข้าใจ เขาก็จะกล้าที่จะเปิดใจและทำงานร่วมกับเราได้อย่างเต็มที่

ความยืดหยุ่นและการปรับตัว: พร้อมรับทุกการเปลี่ยนแปลง

ถ้ามีอะไรที่แน่นอนในโลกยุคนี้ ก็คือ “ความไม่แน่นอน” นี่แหละครับ ผู้นำอย่างเราจึงต้องมีทักษะ “ความยืดหยุ่น” (Adaptability) และ “ความสามารถในการปรับตัว” ให้เข้ากับสถานการณ์ที่เปลี่ยนแปลงไปอย่างรวดเร็ว ผมจำได้เลยว่าช่วงที่เกิดเหตุการณ์ไม่คาดฝันหลายๆ อย่าง ไม่ว่าจะเป็นโรคระบาดหรือการเปลี่ยนแปลงทางเทคโนโลยี เราต้องพลิกแพลงปรับเปลี่ยนกลยุทธ์กันแทบจะรายวันเลย ถ้าเรายึดติดกับวิธีการเดิมๆ หรือความคิดแบบเก่าๆ คงตามโลกไม่ทันแน่นอน การเปิดรับเทคโนโลยีใหม่ๆ อย่าง AI การปรับรูปแบบการทำงานให้เป็น Hybrid Work Model หรือการเรียนรู้ที่จะสื่อสารกับทีมงานที่มีความหลากหลายทาง Gen (Multi-Generational Team) ล้วนเป็นสิ่งที่ผู้นำต้องพร้อมปรับตัวและเรียนรู้ตลอดเวลาครับ การที่เราเป็นคนเปิดกว้าง ไม่กลัวการเปลี่ยนแปลงนี่แหละจะทำให้ทีมรู้สึกมั่นใจและพร้อมที่จะก้าวไปด้วยกันกับเรา

นวัตกรรมที่ไม่หยุดนิ่ง: ผู้นำต้องนำพาทีมไปสู่สิ่งใหม่ๆ

코칭 리더십과 리더십의 혁신 - **Prompt:** A vibrant and dynamic image capturing a multi-generational and diverse team (men and wom...

จุดประกายความคิดสร้างสรรค์: ให้ทีมกล้าคิดนอกกรอบ

นวัตกรรมไม่ได้เกิดขึ้นจากคนคนเดียว แต่เกิดขึ้นจากพลังสมองของทุกคนในทีมครับ! ในฐานะผู้นำ ผมเชื่อว่าเรามีหน้าที่สำคัญในการ “จุดประกาย” ให้ทีมงานกล้าคิดนอกกรอบ กล้าเสนอไอเดียที่อาจจะดูแปลก หรือแม้กระทั่ง “บ้าบิ่น” ในตอนแรก ผมเคยลองจัดกิจกรรมระดมสมองแบบไม่จำกัดความคิด (Brainstorming) หรือ “Mini Hackathon” เล็กๆ ในทีม เพื่อให้ทุกคนได้มีโอกาสเสนอไอเดียใหม่ๆ ที่เกี่ยวข้องกับปัญหาหรือเป้าหมายของบริษัท ผลลัพธ์ที่ได้มันเกินคาดมากๆ เลยครับ บางไอเดียที่ตอนแรกดูเหมือนจะเป็นไปไม่ได้ กลับกลายเป็นนวัตกรรมที่สร้างคุณค่าให้องค์กรได้อย่างมหาศาล เพราะฉะนั้น อย่าปิดกั้นความคิดของทีมนะครับ ลองเปิดโอกาสให้พวกเขาได้แสดงศักยภาพออกมาอย่างเต็มที่ แล้วเราจะเห็นสิ่งมหัศจรรย์เกิดขึ้น

Advertisement

การใช้เทคโนโลยีอย่างชาญฉลาด: AI คือผู้ช่วย ไม่ใช่คู่แข่ง

ปฏิเสธไม่ได้เลยว่ายุคนี้ “เทคโนโลยี” และ “AI” เข้ามามีบทบาทสำคัญกับการทำงานของเรามากๆ ครับ แต่ผมอยากให้มองว่า AI ไม่ใช่คู่แข่งที่จะมาแย่งงานเรา แต่เป็น “ผู้ช่วย” ที่จะทำให้เราทำงานได้อย่างมีประสิทธิภาพและชาญฉลาดมากขึ้นต่างหาก ในฐานะผู้นำ เราต้องเรียนรู้ที่จะใช้ประโยชน์จากเทคโนโลยีเหล่านี้ให้เกิดประโยชน์สูงสุดครับ ไม่ว่าจะเป็นการนำ AI มาช่วยในการวิเคราะห์ข้อมูล การปรับปรุงกระบวนการทำงาน หรือแม้แต่การเพิ่มประสิทธิภาพให้กับทีมงานของเรา การที่เราสนับสนุนให้ทีมได้เรียนรู้และพัฒนาทักษะด้านดิจิทัล (Digital Skills) ก็เป็นสิ่งสำคัญมากๆ เพราะมันจะช่วยให้พวกเขามีเครื่องมือที่ดีในการสร้างสรรค์นวัตกรรมและทำงานได้อย่างคล่องตัวในยุคดิจิทัล ผมเองก็ลองใช้ AI ในการช่วยรวบรวมข้อมูลและวิเคราะห์เทรนด์ต่างๆ เพื่อประกอบการตัดสินใจ ซึ่งช่วยประหยัดเวลาและทำให้เรามองเห็นภาพรวมได้ชัดเจนขึ้นเยอะเลยครับ

สร้างทีมงานที่ผูกพันและมีแรงจูงใจ: หัวใจสำคัญของความสำเร็จ

มอบอำนาจและไว้วางใจ: ให้ทีมได้เป็นเจ้าของงาน

ผมเชื่อว่าการ “มอบอำนาจ” (Empowerment) และ “ไว้วางใจ” ในทีมงานเป็นสิ่งสำคัญมากๆ ในการสร้างแรงจูงใจและดึงศักยภาพของพวกเขาออกมาได้อย่างเต็มที่ครับ เคยไหมครับที่รู้สึกว่าทำไมเราต้องคอยบอกทุกขั้นตอน?

ทำไมทีมไม่กล้าตัดสินใจเอง? นั่นอาจเป็นเพราะเรายังไม่ได้มอบอำนาจและความไว้วางใจให้พวกเขามากพอ ลองให้โอกาสทีมได้คิด ได้ตัดสินใจ และได้เป็นเจ้าของงานของตัวเองดูสิครับ ผมเองก็เคยมีประสบการณ์ที่ได้ลองมอบโปรเจกต์สำคัญๆ ให้ทีมได้เป็นหัวหอกในการบริหารจัดการเอง โดยที่ผมคอยเป็นโค้ชและสนับสนุนอยู่ห่างๆ ผลลัพธ์ที่ได้มันน่าประทับใจมาก ไม่ใช่แค่ตัวงานสำเร็จตามเป้าหมาย แต่คนในทีมยังรู้สึกภูมิใจ มีความผูกพันกับงานมากขึ้น และเติบโตขึ้นไปอีกขั้นเลยครับ

การสื่อสารที่โปร่งใสและสร้างสรรค์: สร้างความเข้าใจและแรงบันดาลใจ

การสื่อสารที่ดีเป็นหัวใจสำคัญของทุกความสัมพันธ์ รวมถึงความสัมพันธ์ในทีมด้วยครับ ในฐานะผู้นำ เราต้องพยายาม “สื่อสารให้โปร่งใส” ชัดเจนในทุกเรื่อง ไม่ว่าจะเป็นเป้าหมายขององค์กร แผนงาน หรือแม้แต่ข้อจำกัดต่างๆ การที่เราสื่อสารอย่างสม่ำเสมอ เปิดใจรับฟังความคิดเห็น และให้ฟีดแบ็กที่สร้างสรรค์ จะช่วยให้ทีมรู้สึกมั่นใจและมีทิศทางในการทำงานที่ชัดเจน นอกจากนี้ การสื่อสารที่สร้างแรงบันดาลใจ (Motivation and Inspiration) ก็เป็นสิ่งสำคัญเช่นกันครับ ลองเล่าเรื่องราวความสำเร็จ แชร์วิสัยทัศน์ หรือแม้แต่ให้กำลังใจในวันที่ทีมเหนื่อยล้า สิ่งเล็กๆ เหล่านี้แหละครับที่ช่วยหล่อหลอมให้ทีมของเราเป็นอันหนึ่งอันเดียวกัน และพร้อมที่จะฟันฝ่าทุกอุปสรรคไปด้วยกันได้อย่างแข็งแกร่ง

글을มาชิครับ

เป็นยังไงกันบ้างครับเพื่อนๆ หลังจากที่เราได้เดินทางผ่านบทบาทจาก ‘หัวหน้า’ สู่ ‘โค้ช’ ด้วยกัน ผมหวังว่าประสบการณ์และแนวคิดที่ผมได้แบ่งปันไปในวันนี้ จะเป็นประโยชน์และสร้างแรงบันดาลใจให้ผู้นำทุกท่านได้นำไปปรับใช้กับทีมของตัวเองนะครับ การเปลี่ยนแปลงอาจไม่ใช่เรื่องง่าย แต่ผมเชื่อว่าด้วยหัวใจที่เปิดกว้างและความตั้งใจที่จะเข้าใจเพื่อนร่วมงาน เราจะสามารถสร้างทีมที่แข็งแกร่งและมีความสุขไปพร้อมๆ กันได้แน่นอน

Advertisement

알아두면 쓸모 있는 정보

1. ลองเริ่มจากการปรับเปลี่ยนคำพูดเล็กๆ น้อยๆ ในการสนทนากับทีม จากคำสั่งเป็นคำถาม เพื่อเปิดโอกาสให้ทีมได้คิดและเสนอแนะแนวทางด้วยตัวเองดูนะครับ

2. จัดกิจกรรม “Coffee Talk” หรือ “Tea Break” สั้นๆ สัปดาห์ละครั้ง เพื่อให้ทุกคนได้แชร์ความรู้สึก ความท้าทาย หรือแม้กระทั่งไอเดียสนุกๆ ในบรรยากาศสบายๆ

3. กำหนดเวลา “Focus Time” ที่ปราศจากการประชุมหรือการรบกวน เพื่อให้ทีมได้มีสมาธิจดจ่อกับงานสำคัญ และสร้างสรรค์ผลงานได้อย่างเต็มที่

4. หากิจกรรมส่งเสริมการเรียนรู้ที่ไม่เป็นทางการ เช่น การแนะนำ Podcast ที่น่าสนใจ, บทความดีๆ หรือคอร์สออนไลน์สั้นๆ ให้ทีมได้พัฒนาตัวเองอย่างต่อเนื่อง

5. อย่าลืมชื่นชมและให้กำลังใจทีมอย่างสม่ำเสมอ แม้จะเป็นความสำเร็จเล็กๆ น้อยๆ ก็ตาม เพราะสิ่งเหล่านี้จะช่วยสร้างแรงจูงใจและพลังใจในการทำงานได้ดีเกินคาดเลยล่ะครับ

สำคัญ 사항 정리

สรุปง่ายๆ เลยนะครับเพื่อนๆ การเป็นผู้นำในยุคนี้ไม่ได้เกี่ยวกับว่าเราต้องรู้ทุกเรื่องหรือสั่งการได้เก่งแค่ไหน แต่เป็นการที่เราสามารถโค้ช ดึงศักยภาพ และสร้างแรงบันดาลใจให้คนในทีมเติบโตไปพร้อมกับเราได้ต่างหากครับ หัวใจสำคัญคือการมี Empathy, ความยืดหยุ่น และเปิดใจรับการเปลี่ยนแปลงอยู่เสมอ เพราะสุดท้ายแล้ว ทีมที่แข็งแกร่งและมีความสุข คือกุญแจสำคัญสู่ความสำเร็จที่ยั่งยืนขององค์กรเราครับ

คำถามที่พบบ่อย (FAQ) 📖

ถาม: ภาวะผู้นำแบบโค้ช (Coaching Leadership) แตกต่างจากการเป็นผู้นำแบบเดิมๆ อย่างไรครับ แล้วทำไมตอนนี้ถึงสำคัญนัก?

ตอบ: โอ้โห! นี่เป็นคำถามที่ดีมากเลยครับเพื่อนๆ เพราะผมเองก็เคยงงๆ อยู่พักใหญ่เหมือนกันนะว่ามันต่างกันตรงไหน จากประสบการณ์ตรงของผม ผู้นำแบบเดิมๆ มักจะเน้นที่การสั่งการ การควบคุม และการมอบหมายงานเป็นหลัก ซึ่งก็เคยใช้ได้ผลดีในยุคที่ทุกอย่างไม่ซับซ้อนเท่าทุกวันนี้ แต่พอโลกมันหมุนเร็วขึ้น มีเทคโนโลยีใหม่ๆ เข้ามาทุกวัน การเปลี่ยนแปลงมันก็เกิดขึ้นตลอดเวลาใช่ไหมล่ะครับ”ภาวะผู้นำแบบโค้ช” เนี่ย มันไม่ใช่แค่การบอกว่าต้องทำอะไร แต่คือการชวนคิด ชวนคุย และตั้งคำถามที่ทรงพลัง เพื่อดึงศักยภาพที่ซ่อนอยู่ในตัวลูกทีมแต่ละคนออกมาให้มากที่สุด มันเหมือนเราไม่ได้ให้ปลาเขาไปกิน แต่เราสอนวิธีจับปลาให้เขาเก่งขึ้นด้วยตัวเองต่างหากครับ!
ผมสังเกตว่าเมื่อเราเปลี่ยนบทบาทจาก “หัวหน้าสั่งงาน” มาเป็น “โค้ชที่คอยสนับสนุน” ลูกทีมจะรู้สึกเป็นเจ้าของงานมากขึ้น กล้าคิด กล้าเสนอไอเดียใหม่ๆ โดยไม่ต้องกลัวผิด และที่สำคัญคือเขามี Self-awareness หรือความตระหนักรู้ในตัวเองสูงขึ้นเยอะเลยครับ พอเป็นแบบนี้ การตัดสินใจของทีมก็จะดีขึ้น ปรับตัวกับสถานการณ์ที่ซับซ้อนได้เร็วขึ้น และองค์กรก็เติบโตไปข้างหน้าได้อย่างยั่งยืนจริงๆ ครับ นี่แหละครับคือเหตุผลที่มันสำคัญมากๆ ในยุคนี้!

ถาม: แล้วถ้าผมอยากจะเริ่มใช้ภาวะผู้นำแบบโค้ชในทีมที่ไทย จะต้องเริ่มจากตรงไหนดีครับ บางทีวัฒนธรรมองค์กรเราก็ดูจะแตกต่างจากที่อื่นอยู่บ้าง?

ตอบ: เข้าใจเลยครับ! ผมเองก็เคยเจอความท้าทายนี้เหมือนกัน เพราะวัฒนธรรมองค์กรไทยเรามีความพิเศษบางอย่างที่ต้องใส่ใจเป็นพิเศษเลยล่ะครับ สิ่งแรกที่ผมอยากแนะนำเลยคือ “การสร้างพื้นที่ปลอดภัย” ให้กับทีมก่อนครับ ลองคิดดูนะครับ ถ้าลูกน้องรู้สึกว่าพูดอะไรไปแล้วจะโดนตำหนิ หรือหัวหน้าจะเอาไปทำเองหมด เขาก็จะไม่กล้าแสดงความคิดเห็นใช่ไหมครับวิธีที่ผมลองใช้แล้วได้ผลคือ:
1.
เริ่มจากการฟังให้เยอะกว่าพูด: ตั้งใจฟังสิ่งที่ลูกทีมพูดจริงๆ ครับ ไม่ใช่แค่ฟังเพื่อรอจังหวะตอบ แต่ฟังเพื่อทำความเข้าใจมุมมองของเขาให้ลึกซึ้ง บางทีแค่เราฟังอย่างตั้งใจ เขาก็รู้สึกมีค่าแล้วครับ
2.
ตั้งคำถามปลายเปิด: แทนที่จะบอกว่า “ทำแบบนี้สิ” ลองเปลี่ยนเป็น “ถ้าเจอปัญหานี้ คุณคิดว่ามีทางเลือกไหนบ้างที่เราจะทำได้?” หรือ “คุณจะแก้ปัญหานี้อย่างไรให้ดีที่สุดครับ?” คำถามแบบนี้จะกระตุ้นให้เขาคิดวิเคราะห์และหาทางออกด้วยตัวเอง
3.
ให้ Feedback เชิงสร้างสรรค์: แทนที่จะบอกว่า “อันนี้ผิดนะ” ลองเปลี่ยนเป็น “ถ้าเราลองปรับตรงนี้อีกนิด ผลลัพธ์ที่ได้อาจจะดีขึ้นกว่าเดิม คุณคิดว่าไงครับ?” การให้กำลังใจและชี้แนะอย่างจริงใจจะทำให้เขากล้าพัฒนาตัวเองครับ
4.
ให้ความเชื่อใจและมอบอำนาจ: เมื่อเห็นว่าลูกทีมเริ่มคิดเองได้แล้ว ก็ค่อยๆ มอบหมายงานที่ท้าทายขึ้น ให้เขาได้ลองตัดสินใจและรับผิดชอบมากขึ้น ผมบอกเลยว่าคนไทยเราถ้าได้รับความเชื่อใจ เขาทุ่มสุดตัวแน่นอนครับ การสร้างวัฒนธรรมที่สนับสนุนให้ทุกคนกล้าคิด กล้าทำ และเรียนรู้จากความผิดพลาด จะเป็นกุญแจสำคัญให้ภาวะผู้นำแบบโค้ชประสบความสำเร็จในแบบของเราครับ

ถาม: ในยุคที่นวัตกรรมสำคัญมากแบบนี้ ภาวะผู้นำแบบโค้ชจะช่วยส่งเสริมหรือสร้างนวัตกรรมในทีมได้อย่างไรบ้างครับ?

ตอบ: สุดยอดคำถามครับ! เพราะนี่คือหัวใจสำคัญที่เราต้องปรับตัวเลยนะครับ จากประสบการณ์ของผมและที่ได้เห็นมาหลายๆ องค์กรที่ประสบความสำเร็จ การที่ผู้นำแบบโค้ชเข้ามาเนี่ย มันเหมือนเป็นการปลดล็อกพลังงานความคิดสร้างสรรค์ที่ซ่อนอยู่ในทีมเลยครับลองนึกภาพตามนะครับ ถ้าเรามีหัวหน้าที่คอยสั่งอย่างเดียว ลูกทีมก็จะทำตามกรอบที่ถูกวางไว้ โอกาสที่จะคิดนอกกรอบ หรือหาอะไรใหม่ๆ มันก็น้อยลงใช่ไหมครับ แต่พอเป็นผู้นำแบบโค้ช เราจะเน้นการกระตุ้นให้เกิด “การคิดเชิงนวัตกรรม” (Innovative Thinking) ด้วยวิธีการเหล่านี้ครับ:
1.
เปิดโอกาสให้ทดลอง: ผมเชื่อว่านวัตกรรมมันเกิดจากการลองผิดลองถูก ผู้นำแบบโค้ชจะสร้างบรรยากาศที่อนุญาตให้ทีมกล้าที่จะทดลองสิ่งใหม่ๆ แม้ว่าจะไม่แน่ใจว่าจะสำเร็จ 100% ก็ตาม คือไม่ได้กดดันว่าต้องสำเร็จทันที แต่สนับสนุนให้เรียนรู้จากกระบวนการ
2.
ส่งเสริมการระดมสมองแบบไร้ข้อจำกัด: จัดให้มีการ Brainstorming บ่อยๆ ที่ทุกคนสามารถเสนอไอเดียอะไรก็ได้ แม้จะฟังดูเพี้ยนๆ ในตอนแรกก็ตาม ผู้นำโค้ชจะไม่ตัดสิน แต่จะช่วยขยายความคิดให้เป็นรูปธรรมมากขึ้น
3.
เชื่อมโยงจุดแข็งของทีม: แต่ละคนในทีมมีความถนัดไม่เหมือนกันใช่ไหมครับ? ผู้นำโค้ชจะเก่งในการมองเห็นจุดแข็งของแต่ละคน แล้วช่วยเชื่อมโยงให้พวกเขาทำงานร่วมกัน สร้างสรรค์สิ่งใหม่ๆ ที่อาจจะเกินกว่าที่แต่ละคนจะทำได้ด้วยตัวเอง
4.
เป็นผู้สนับสนุนและแก้ปัญหาเบื้องหลัง: เมื่อทีมเจอทางตัน ผู้นำโค้ชจะไม่ได้กระโดดเข้าไปแก้ปัญหาให้ทันที แต่จะถามคำถามที่ช่วยให้ทีมได้คิดและหาทางออกด้วยตัวเองก่อน หรือช่วยหาทรัพยากรที่จำเป็นมาสนับสนุน ผมเคยมีประสบการณ์ที่ทีมงานคิดค้น Solution ใหม่ๆ ได้เองจากคำถามง่ายๆ ที่ผมโยนไป สุดท้ายผลลัพธ์มันว้าวมากเลยครับ!
การเป็นผู้นำแบบโค้ชจะช่วยสร้างวัฒนธรรมที่กระตุ้นให้เกิดความคิดสร้างสรรค์ การเรียนรู้ และการปรับตัว ซึ่งเป็นหัวใจสำคัญของการสร้างนวัตกรรมในองค์กรยุคนี้อย่างแท้จริงครับ ลองเอาไปปรับใช้ดูนะครับ แล้วคุณจะเห็นการเปลี่ยนแปลงที่น่าทึ่งในทีมอย่างแน่นอน!

📚 อ้างอิง

Advertisement